
ทำไม ก๊ก อาน โดนยึดทรัพย์ คดีสแกมเมอร์ข้ามชาติ
- J. Kanji
- 22 views

ทำไม ก๊ก อาน โดนยึดทรัพย์ กลายเป็นคำถามที่ถูกค้นหามากขึ้น หลังชื่อของ “ก๊ก อาน” ถูกเชื่อมโยงกับปฏิบัติการปราบเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ บัญชีม้า และเส้นทางฟอกเงินข้ามประเทศ จากข้อมูลที่ถูกเปิดเผยโดยสำนักงาน ปปง. และหน่วยงานสืบสวน พบว่ามีทรัพย์สินหลายรายการที่ถูกตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของ ก๊ก อาน
แต่ประเด็นนี้ไม่ได้มีแค่เรื่อง “ยึดทรัพย์” เท่านั้น เพราะเมื่อขยายลึกลงไป จะพบทั้งความเชื่อมโยงกับธุรกิจกาสิโนใน ปอยเปต การใช้บัญชีม้าเพื่อเคลื่อนย้ายเงิน และชื่อของบุคคลอย่าง เฉิน จื้อ, เบน สมิธ และ ยิม เลียก ที่ถูกพูดถึงร่วมกันในหลายคดี
บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ตัวตนของก๊ก อาน จุดเริ่มต้นของคดี ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมเจ้าหน้าที่ไทยถึงตัดสินใจเดินเกมยึดทรัพย์ และคดีนี้อาจสะเทือนไปไกลกว่าที่หลายคนคิด
หลายอาจคนสงสัย ก๊ก อาน คือใคร คำตอบคือ เป็นนักธุรกิจชาวกัมพูชาเชื้อสายจีนที่ถูกพูดถึงอย่างมากในฐานะผู้มีอิทธิพลทางธุรกิจและการเมืองของกัมพูชา โดยหลายสำนักข่าวระบุว่าเขาเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจ Anco Brothers ซึ่งทำธุรกิจหลายประเภท ทั้งกาสิโน อสังหาริมทรัพย์ ยาสูบ พลังงาน และบริการพื้นฐานในกัมพูชา จุดที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือความเชื่อมโยงกับพื้นที่ปอยเปต เมืองชายแดนที่อยู่ติดกับไทย และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีกาสิโนจำนวนมาก
เหตุผลที่ก๊ก อานถูกเรียกว่า “เจ้าพ่อปอยเปต” ไม่ได้มาจากฉายาทางสื่ออย่างเดียว แต่เกี่ยวกับบทบาทของเขาในธุรกิจกาสิโนและพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะ Crown Resorts Casino ในเมืองปอยเปต ซึ่งถูกพูดถึงซ้ำในหลายรายงานว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเขา พื้นที่ลักษณะนี้มีความอ่อนไหว เพราะอยู่ใกล้ชายแดนไทย เดินทางข้ามไปมาได้ง่าย และมีเงินหมุนเวียนสูง จึงกลายเป็นจุดที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจับตาเมื่อมีข้อสงสัยเรื่องสแกมเมอร์ บัญชีม้า และการฟอกเงิน
ในมุมของคดี ก๊ก อานไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ในฐานะนักธุรกิจกาสิโน แต่ถูกโยงเข้ากับเครือข่ายที่มีศูนย์ปฏิบัติการในกัมพูชา เช่น อาคาร 25 ชั้น อาคาร 18 ชั้น อาคาร HISO และอาคาร Crown Casino โดยข้อมูลจากการตรวจสอบระบุว่า สถานที่เหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ ฟอกเงินผ่านบัญชีม้า และการใช้คนสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันธุรกรรม ทำให้คดีนี้ขยับจากเรื่องธุรกิจชายแดน กลายเป็นประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ ปปง. และตำรวจไซเบอร์ต้องเข้ามาตรวจสอบเส้นทางเงินอย่างจริงจัง
ก๊ก อานโดนยึดทรัพย์ เพราะเจ้าหน้าที่ตรวจพบความเชื่อมโยงของทรัพย์สินกับคดีอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ และการฟอกเงิน ไม่ใช่แค่ประเด็นว่าเขาเป็นนักธุรกิจกาสิโนเท่านั้น โดยข้อมูลในคดีระบุว่าเครือข่ายที่เกี่ยวข้องมีการใช้บัญชีธนาคาร บัญชีม้า และบุคคลใกล้ชิดถือครองทรัพย์สินแทนกันเป็นทอด ๆ ทำให้ ปปง. ต้องเข้าตรวจสอบว่าเงินหรือทรัพย์สินเหล่านั้นมีที่มาจากการกระทำผิดหรือไม่
จุดสำคัญของคดีนี้คือ ปปง. มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของเครือข่ายก๊ก อาน โดยในชั้นแรกมีการระบุทรัพย์สิน 90 รายการ เช่น ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท (3 ธันวาคม 2025) [1] ต่อมามีรายงานขั้นส่งศาลที่ระบุทรัพย์สิน 89 รายการ มูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขที่ต่างกันสะท้อนว่าเป็นคนละช่วงของกระบวนการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อมูลเดียวกันที่ขัดแย้งกันเอง
อีกเหตุผลที่ทำให้คดีนี้ถูกยกระดับ คือข้อมูลที่ระบุว่าเครือข่ายของก๊ก อานมีศูนย์ปฏิบัติการใน กัมพูชา เช่น อาคาร 25 ชั้น อาคาร 18 ชั้น อาคาร Hiso และ Crown Casino โดยมีการให้เจ้าของบัญชีม้าสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันธุรกรรม วิธีนี้ทำให้เงินจากผู้เสียหายถูกโอนผ่านหลายบัญชีก่อนถูกเปลี่ยนสภาพเป็นทรัพย์สินรูปแบบอื่น จึงทำให้เจ้าหน้าที่มองว่าคดีนี้มีลักษณะของการฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน
ทรัพย์สินของก๊ก อานที่ถูกพูดถึงในคดีนี้มีตัวเลขหลักอยู่ 2 ช่วง คือช่วงที่ ปปง. มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์เบื้องต้น กับช่วงที่ส่งเรื่องให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้นเวลาอ่านข่าวจึงอาจเห็นตัวเลขไม่เท่ากัน แต่ไม่ได้แปลว่าข้อมูลขัดกันเสมอไป เพราะเป็นคนละขั้นตอนของกระบวนการทางกฎหมาย
ในช่วงแรก ปปง. ระบุว่าคดีของก๊ก อานมีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจำนวน 90 รายการ เช่น ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท ตัวเลขนี้เป็นชั้น “ยึดและอายัด” ซึ่งหมายถึงการกันทรัพย์ไว้ตรวจสอบก่อน เพื่อดูว่าทรัพย์สินเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับเงินจากการกระทำผิดจริงหรือไม่
ต่อมา เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล มีการระบุทรัพย์สินในรายคดีก๊ก อานจำนวน 89 รายการ เช่น ที่ดิน และเงินในบัญชีธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หรือใช้ดำเนินการตามขั้นตอนคืนแก่ผู้เสียหายหากเข้าเงื่อนไขทางกฎหมาย (17 กุมภาพันธ์ 2026) [2]
ศูนย์ปฏิบัติการในกัมพูชาถูกมองว่าเป็นจุดสำคัญของคดี เพราะไม่ได้เป็นเพียงอาคารธุรกิจทั่วไป แต่ถูกเจ้าหน้าที่ไทยเชื่อมโยงกับฐานปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมเมอร์และบัญชีม้า โดยเฉพาะพื้นที่ในปอยเปตที่มีการพูดถึงอาคารหลายแห่ง เช่น อาคาร 25 ชั้น อาคาร 18 ชั้น อาคาร HISO และ Crown Casino ซึ่งทั้งหมดถูกระบุในสำนวนว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายของก๊ก อาน และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องขยายผลไปถึงการยึดอายัดทรัพย์
ข้อมูลจากตำรวจไซเบอร์ระบุว่า ผู้ต้องหาหลายรายให้การสอดคล้องกันว่าเคยถูกส่งไปสแกนใบหน้าที่อาคาร 25 ชั้น อาคาร 18 ชั้น อาคาร Crown Casino และอาคาร HISO ในเมืองปอยเปต เพื่อใช้ยืนยันธุรกรรมทางการเงิน การสแกนหน้าแบบนี้สำคัญมาก เพราะบัญชีธนาคารหรือวอลเล็ตจำนวนมากต้องยืนยันตัวตนก่อนใช้งาน เมื่อถูกนำไปใช้กับเครือข่ายสแกมเมอร์ จึงทำให้บัญชีเหล่านี้กลายเป็นทางผ่านของเงินจากผู้เสียหาย ก่อนจะถูกโอนต่อไปยังปลายทางอื่น (8 กรกฎาคม 2025) [3]
Crown Casino เป็นอีกชื่อที่ถูกพูดถึงซ้ำในคดีนี้ เพราะรายงานข่าวระบุว่าก๊ก อานถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับกาสิโนและอาคารในปอยเปตที่ถูกใช้เป็นฐานของแก๊งคอลเซนเตอร์หรือศูนย์สแกมเมอร์ จุดนี้ทำให้ภาพของคดีไม่ได้หยุดอยู่แค่ “ธุรกิจกาสิโนชายแดน” แต่ขยายไปสู่ประเด็นอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ การใช้บัญชีม้า และการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายผ่านหลายชั้น จนสุดท้ายกลายเป็นเหตุให้ ปปง. ต้องเข้ามาตรวจเส้นทางเงินและทรัพย์สินอย่างละเอียด
เครือข่ายของก๊ก อานไม่ได้ถูกพูดถึงแบบโดด ๆ แต่ถูกวางอยู่ในภาพใหญ่ของคดีสแกมเมอร์และการฟอกเงินข้ามชาติ ซึ่งมีชื่อของบุคคลหลายกลุ่มถูกกล่าวถึงร่วมกัน ทั้งฝั่งนักธุรกิจในกัมพูชา กลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มที่ถูกตรวจพบเส้นทางธุรกรรมทางการเงินในไทย ทำให้คดีนี้ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ไม่ใช่การกระทำของคนกลุ่มเล็กเพียงกลุ่มเดียว
เฉิน จื้อ หรือ Chen Zhi ถูกพูดถึงในฐานะผู้ก่อตั้งและประธาน Prince Holding Group ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับเครือข่ายการฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล ขณะที่คดีของก๊ก อานก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคดีสำคัญที่ ปปง. ตรวจสอบพร้อมกัน จึงทำให้ชื่อของทั้งสองคนมักถูกนำเสนอร่วมกันในข่าวชุดเดียวกัน
อีกกลุ่มที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ เบน สมิธ ยิม เลียก และแตงไทย บ้านมะหิงษ์ โดยข้อมูลจาก ปปง. ระบุว่ามีการตรวจพบเส้นทางธุรกรรมเชื่อมโยงหลายทอด ทั้งบุคคลและนิติบุคคลจำนวนมาก ลักษณะคล้ายการใช้บริษัทหรือบุคคลใกล้ชิดถือครองทรัพย์สินแทนกัน เพื่อทำให้เส้นทางเงินดูเหมือนธุรกิจปกติ ทั้งที่เจ้าหน้าที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเงินจากการหลอกลวงประชาชน
สิ่งที่ทำให้เครือข่ายเหล่านี้ถูกจับตาหนัก คือรูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินที่ซับซ้อน ทั้งการโอนผ่านบัญชีม้า การใช้บริษัทถือครองทรัพย์สิน และการเปลี่ยนเงินเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น USDT ก่อนโอนต่อไปยังกระเป๋าดิจิทัลอื่น วิธีลักษณะนี้ทำให้การติดตามเงินยากขึ้น และเป็นเหตุผลที่เจ้าหน้าที่มองว่าคดีนี้เข้าข่ายฟอกเงินในระดับเครือข่ายข้ามชาติ
หลังจาก ปปง. ยึดและอายัดทรัพย์ของเครือข่ายก๊ก อานแล้ว ขั้นตอนต่อไปไม่ได้จบแค่การประกาศตัวเลขทรัพย์สิน แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อ โดยคณะกรรมการธุรกรรมสามารถส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน หรือหากพบว่ามีผู้เสียหายโดยตรง ก็อาจนำทรัพย์สินนั้นไปดำเนินการคืนหรือชดใช้ให้ผู้เสียหายตามขั้นตอนกฎหมาย
ในรายคดีของก๊ก อาน มีรายงานว่า ปปง. มีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยระบุทรัพย์สิน 89 รายการ เช่น ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท ขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะเป็นการขยับจากการ “ยึดหรืออายัดชั่วคราว” ไปสู่การให้ศาลพิจารณาว่าทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริงหรือไม่
หากศาลเห็นว่าทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทรัพย์อาจถูกสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ในบางกรณี หากมีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ปปง. สามารถรวบรวมพยานหลักฐานและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้อง เพื่อขอให้นำเงินหรือทรัพย์สินในคดีนั้นมาคืนหรือชดใช้แก่ผู้เสียหายได้ จุดนี้ทำให้การยึดทรัพย์ไม่ได้เป็นแค่การลงโทษเครือข่ายผิดกฎหมาย แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการเยียวยาคนที่ถูกหลอกให้เสียเงินด้วย

คดีของ ก๊ก อาน ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจกาสิโนชายแดนเพียงอย่างเดียว แต่ถูกเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ บัญชีม้า การฟอกเงิน และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จากข้อมูลที่ถูกเปิดเผยโดยเจ้าหน้าที่ไทย พบทั้งศูนย์ปฏิบัติการใน ปอยเปต เส้นทางเงินที่ซับซ้อน และความเชื่อมโยงกับบุคคลอย่าง เฉิน จื้อ, เบน สมิธ และ ยิม เลียก
ในชั้นต้น ปปง. มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายก๊ก อานมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ก่อนขยับไปสู่ขั้นส่งเรื่องให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หรือคืนให้ผู้เสียหายหากเข้าเงื่อนไขทางกฎหมาย จุดสำคัญของคดีนี้จึงไม่ใช่แค่ “ก๊ก อานโดนยึดทรัพย์เพราะอะไร” แต่คือการเปิดภาพของเครือข่ายการเงินข้ามชาติ ที่อาจโยงไปไกลกว่าที่คนทั่วไปเห็นในหน้าข่าว

