
เที่ยวบาธ 2026 เมืองน้ำพุร้อนโรมันสุดคลาสสิกแห่งอังกฤษที่ต้องไปให้ได้สักครั้ง
- เฮียเกา
- 5 views

เที่ยวบาธ 2026 กำลังเป็นหนึ่งในทริปยุโรปที่นักเดินทางพูดถึงมากที่สุด เพราะเมืองเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษแห่งนี้เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมยุคจอร์เจียนสีทองอบอุ่น น้ำพุร้อนธรรมชาติที่ชาวโรมันใช้มากว่า 2,000 ปี และบรรยากาศสุดโรแมนติกที่ทำให้ได้รับเลือกเป็นเมืองมรดกโลกโดยยูเนสโก
ความพิเศษของบาธไม่ได้มีแค่ประวัติศาสตร์เท่านั้น เมืองนี้ยังเป็นฉากถ่ายทำซีรีส์ดังอย่าง Bridgerton จนกลายเป็นจุดหมายยอดฮิตของแฟนซีรีส์ทั่วโลก ถนนสายโค้งของ Royal Crescent และ The Circus ที่เห็นในจอทีวีก็ตั้งอยู่จริงและเปิดให้เดินชมได้ฟรี
บทความนี้รวบรวมทุกอย่างที่ต้องรู้ก่อนไปเที่ยวบาธ ตั้งแต่วิธีเดินทาง ที่เที่ยวห้ามพลาด ที่พักแต่ละโซน ร้านอาหารขึ้นชื่อ ไปจนถึงเคล็ดลับประหยัดงบ เพื่อให้ทริปอังกฤษปี 2026 ของทุกคนคุ้มค่าที่สุด
วิธีที่เร็วและสะดวกที่สุดคือนั่งรถไฟสาย Great Western Railway จากสถานี London Paddington ตรงสู่สถานี Bath Spa ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 22 นาทีเท่านั้น ค่าตั๋วอยู่ที่ราว 65-130 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและการจองล่วงหน้า (13 เมษายน 2020) [1]
สำหรับคนที่ต้องการประหยัดงบมากขึ้น รถโค้ช National Express จากสถานี London Victoria เป็นทางเลือกที่ดี ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 20 นาที แต่ราคาตั๋วถูกกว่ามากอยู่ที่ประมาณ 28-70 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ยังมี FlixBus ให้บริการทุก 4 ชั่วโมง
ถ้าขับรถเองระยะทางจากลอนดอนอยู่ที่ประมาณ 112 ไมล์ ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง 14 นาที ข้อควรจำคือประเทศอังกฤษขับรถชิดซ้าย และที่จอดรถใจกลางเมืองบาธค่อนข้างจำกัดในช่วงวันหยุด
ตัวเมืองบาธไม่ใหญ่มาก แหล่งท่องเที่ยวหลักส่วนใหญ่เดินถึงกันได้ภายใน 10-15 นาที การเดินเท้าจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการซึมซับบรรยากาศเมืองเก่า
หากต้องการไปแหล่งท่องเที่ยวรอบนอกอย่าง Bath Skyline หรือ American Museum การซื้อบัตรรถบัสรายวันราคาประมาณ 5.60 ปอนด์จะคุ้มค่ากว่าซื้อตั๋วเที่ยวเดียว ส่วนคนที่ชอบปั่นจักรยานก็สามารถเช่าได้ในราคาประมาณ 20-30 ปอนด์ต่อวัน
ใกล้ Roman Baths, Bath Abbey และ Thermae Bath Spa เดินไปไหนก็สะดวก เหมาะกับคนที่มีเวลาน้อยแต่อยากเที่ยวให้ครบ ตัวเลือกมีตั้งแต่ Z Hotel Bath ราคาประหยัดไปจนถึง The Gainsborough Bath Spa ระดับหรู
เหมาะกับคนที่อยากตื่นมาเห็นวิวสถาปัตยกรรมจอร์เจียนสวยๆ ใกล้ Royal Crescent, The Circus และ Jane Austen Centre มีตั้งแต่ผับที่พักราคาย่อมเยาอย่าง The Griffin ไปจนถึงโรงแรมสุดหรูอย่าง Royal Crescent Hotel & Spa
โซนนี้เงียบสงบกว่าใจกลางเมืองเล็กน้อย ใกล้ Pulteney Bridge, Holburne Museum และ Sydney Gardens เหมาะกับคนที่อยากพักผ่อนแบบสบายๆ ราคาที่พักโดยรวมของบาธแบ่งเป็นสามระดับคร่าวๆ คือ งบประหยัดต่ำกว่า 100 ปอนด์ต่อคืน ระดับกลาง 100-150 ปอนด์ และระดับหรู 150-250 ปอนด์ขึ้นไป

แลนด์มาร์กอันดับหนึ่งของเมือง เป็นกลุ่มอาคารอาบน้ำแร่ยุคโรมันที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายในมี Great Bath ที่น้ำแร่ไหลด้วยอุณหภูมิคงที่ราว 46 องศาเซลเซียส พร้อมพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเหรียญ รูปปั้น และข้าวของเครื่องใช้ของชาวโรมันโบราณ (4 พฤษภาคม 2023) [2]
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้เวลาชมประมาณ 1-2 ชั่วโมง มีบริการออดิโอไกด์ฟรีหลายภาษา ข้อควรรู้คือบ่อน้ำแร่ดั้งเดิมเปิดให้ชมเท่านั้น ห้ามลงเล่นน้ำ
โบสถ์ยุคศตวรรษที่ 15 ที่โดดเด่นด้วยกระจกสีและเพดานโค้งแบบโกธิกอันวิจิตร ภายในบริเวณห้องใต้ดินยังมี Discovery Centre จัดแสดงโบราณวัตถุจากยุคอารามยุคกลางแบบอินเทอร์แอกทีฟ เหมาะสำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์ศาสนาและสถาปัตยกรรม
Royal Crescent คือแนวบ้านหินโค้งสไตล์จอร์เจียนสร้างขึ้นในปี 1770 มองเห็นวิว Victoria Park อันเขียวขจี ส่วน No. 1 Royal Crescent เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมการตกแต่งภายในสมัยก่อน ห่างออกไปไม่ไกลคือ The Circus วงบ้านสไตล์พัลลาเดียนล้อมต้นไม้ใหญ่กลางวง ทั้งสองจุดนี้คือฉากถ่ายทำสำคัญของซีรีส์ Bridgerton
สะพานหินอายุกว่า 250 ปี มีร้านค้าเรียงรายอยู่บนสะพานคล้ายกับ Ponte Vecchio ที่ฟลอเรนซ์ เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมมองเห็นน้ำตกโค้งของแม่น้ำเอวอนด้านล่าง เดินต่อไปยัง Great Pulteney Street จะเจอ Holburne Museum ที่เคยเป็นบ้านของ Lady Danbury ในซีรีส์ Bridgerton
ใครอยากสัมผัสน้ำแร่ร้อนแบบชาวโรมันของจริง ต้องมาที่นี่เพราะเป็นสปาสมัยใหม่แห่งเดียวในบาธที่ให้ลงแช่น้ำแร่ธรรมชาติได้ มีทั้ง Minerva Bath ห้องอบไอน้ำ และสระว่ายน้ำบนดาดฟ้าที่มองเห็นวิวเมืองแบบพาโนรามา เหมาะกับทริปสายชิลที่อยากผ่อนคลายหลังเดินชมเมืองทั้งวัน
Bath Skyline Walk เป็นเส้นทางเดินวงกลมระยะทาง 6 ไมล์บนเนินเขา Bathwick มองเห็นวิวเมืองแบบ 360 องศา ใครมีเวลาไม่มากก็เลือกเดินเส้นสั้นแบบ Walk to the View ได้ นอกจากนี้ยังมี Prior Park Landscape Gardens สวนภูมิทัศน์สไตล์อังกฤษที่มีสะพานพัลลาเดียนสวยงามให้ชมฟรีอีกด้วย
พกขวดน้ำส่วนตัวไปเติมฟรีตามจุดต่างๆ และใช้เวลาส่วนใหญ่กับสวนสาธารณะและสถาปัตยกรรมที่เดินชมได้ฟรี เช่น Royal Crescent, The Circus และ Prior Park Landscape Gardens ก็ทำให้ได้เที่ยวครบโดยแทบไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
หลายบริษัททัวร์ในบาธมีบริการเดินชมเมืองฟรี โดยรับเฉพาะทิปหลังจบทริป เป็นวิธีที่ดีในการทำความรู้จักเมืองแบบมีไกด์โดยไม่ต้องจ่ายค่าทัวร์แพงๆ นอกจากนี้การเดินเที่ยวแทนการนั่งแท็กซี่ยังช่วยประหยัดได้มากเพราะระยะทางในเมืองไม่ไกล
ถ้าเลี่ยงช่วงพีคเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมมาเป็นต้นเดือนมิถุนายนหรือเดือนกันยายนแทน จะได้ทั้งอากาศดีและราคาที่พักที่ถูกลงอย่างชัดเจน ส่วนใครไม่กลัวหนาวการมาเที่ยวช่วงฤดูหนาวธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ก็ประหยัดที่สุดเพราะนักท่องเที่ยวน้อยและราคาโรงแรมลดลงมาก

ร้าน Sally Lunn คือร้านเบเกอรีเก่าแก่ที่สุดในบาธ ขึ้นชื่อเรื่องขนมปัง Bath Bun สูตรดั้งเดิมตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ตัวร้านยังมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ในชั้นใต้ดินให้ชมฐานรากอาคารยุคโรมันและยุคกลาง เป็นทั้งร้านอาหารและแหล่งเรียนรู้ในที่เดียว (13 สิงหาคม 2024) [3]
Bath Guildhall Market ตลาดในร่มยุควิกตอเรียนมีแผงขายของกว่า 20 ร้าน ทั้งงานคราฟต์ ชาพิเศษ และคาเฟ่บรรยากาศดี เหมาะสำหรับมื้อกลางวันแบบท้องถิ่นแท้ๆ ส่วนใครอยากลองอาหารอังกฤษแบบดั้งเดิมในราคาย่อมเยา ผับต่างๆ ทั่วเมืองคือคำตอบที่คุ้มค่ากว่าร้านอาหารหรู
มื้ออาหารแบบทั่วไปในตลาดหรือผับอยู่ที่ประมาณ 6-15 ปอนด์ต่อมื้อ ส่วนร้านอาหารแบบนั่งทานจะอยู่ที่ 14-35 ปอนด์ กาแฟแก้วละประมาณ 3 ปอนด์ และเบียร์แก้วละประมาณ 5 ปอนด์ เป็นราคามาตรฐานที่ควรตั้งงบไว้คร่าวๆ ก่อนเดินทาง
ช่วงต้นเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนกันยายนเป็นช่วงที่เหมาะที่สุด อากาศอบอุ่นและมีกิจกรรมเทศกาลหลายอย่าง แต่ถ้าอยากเลี่ยงคนเยอะและราคาที่พักแพง ให้เลือกต้นเดือนมิถุนายนหรือเดือนกันยายนแทนช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม

นั่งรถไฟจาก London Paddington ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 22 นาที ส่วนรถโค้ชจาก London Victoria ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 20 นาที รถไฟจึงเหมาะกับคนที่มีเวลาจำกัดมากกว่า
อย่างน้อย 1-2 วันเต็มก็เพียงพอสำหรับชมแลนด์มาร์กหลักอย่าง Roman Baths, Bath Abbey และ Royal Crescent แต่ถ้าอยากลงเล่นน้ำแร่ที่ Thermae Bath Spa และเดินป่า Bath Skyline ด้วย ควรวางแผนอย่างน้อย 3 วัน
เที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ควรรู้ว่าช่วงฤดูหนาวอากาศจะหนาวจัดและฝนตกบ่อย ขณะที่ช่วงฤดูร้อนจะมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นและราคาที่พักสูงกว่าช่วงอื่น
มีจริง เป็นทัวร์เดินเท้าความยาวประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งที่พาไปดูสถานที่ถ่ายทำสำคัญของซีรีส์ทั่วเมืองบาธ พร้อมหูฟังเปิดเพลงประกอบจากซีรีส์ระหว่างเดินชมด้วย

