
เที่ยวฮาโกเน่ 2026 หุบเขาออนเซ็นวิวฟูจิที่ใกล้โตเกียวที่สุด
- เฮียเกา
- 16 views

ฮาโกเน่ (Hakone) คือเมืองออนเซ็นในจังหวัดคานากาวะที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฟูจิ-ฮาโกเน่-อิสึ ห่างจากโตเกียวเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง นั่งรถไฟเที่ยวเดียวก็ถึง
จุดเด่นที่ทำให้ฮาโกเน่ฮิตติดอันดับทริปเดย์ทริปจากโตเกียวตลอดหลายปีคือความหลากหลายของกิจกรรมในที่เดียว ทั้งหุบเขาภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น ทะเลสาบที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง ศาลเจ้าโทริอิริมน้ำที่ถ่ายรูปแล้วสวยทุกมุม และออนเซ็นระดับตำนานที่มีให้เลือกมากกว่า 17 แหล่ง
บทความนี้รวมทุกอย่างที่ต้องรู้ก่อนไป เที่ยวฮาโกเน่ 2026 ตั้งแต่วิธีเดินทาง ที่เที่ยวเด็ด ที่พักแนะนำ อาหารขึ้นชื่อ ไปจนถึงคำถามที่คนถามกันบ่อย อ่านจบแพลนทริปได้เลยไม่ต้องเปิดหาที่อื่นเพิ่ม
ฮาโกเน่ตั้งอยู่ในจังหวัดคานากาวะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโตเกียว เป็นพื้นที่ภูเขาที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟฮาโกเน่เมื่อหลายพันปีก่อน ทำให้มีทั้งหุบเขาความร้อนใต้พิภพ ทะเลสาบ และแหล่งน้ำพุร้อนเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน
เพราะอยู่ใกล้โตเกียวมาก ฮาโกเน่จึงเป็นหนึ่งในทริปเดย์ทริปที่นักท่องเที่ยวเลือกมากที่สุด แต่ถ้ามีเวลาค้างคืนสักหนึ่งคืนในเรียวกังออนเซ็นจะคุ้มค่ากว่ามาก เพราะกิจกรรมในฮาโกเน่เยอะกว่าที่คิด
เมืองนี้เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติแบบภูเขาไฟ ชอบกิจกรรมหลากหลายในทริปเดียว ทั้งนั่งรถไฟ รถราง กระเช้า และเรือ รวมถึงคนที่ตามหาวิวภูเขาไฟฟูจิแบบมีองค์ประกอบสวยๆ อย่างทะเลสาบและโทริอิ ถ้าใครเคยไปคาวากูจิโกะมาแล้วอยากได้ฟีลที่วาไรตี้กว่า ฮาโกเน่คือคำตอบ
วิธีที่สะดวกที่สุดคือนั่งรถไฟด่วนพิเศษ Odakyu Romancecar จากสถานี Shinjuku ตรงไปสถานี Hakone-Yumoto ใช้เวลาประมาณ 85 นาที ไม่ต้องเปลี่ยนรถ เหมาะกับคนที่อยากนั่งรถไฟเที่ยวเดียวถึงแบบสบายๆ
บัตรนี้คือหัวใจของการเที่ยวฮาโกเน่ เพราะรวมทั้งตั๋วรถไฟ Odakyu ไป-กลับจากโตเกียวถึงสถานี Odawara และการเดินทางแบบไม่จำกัดรอบในพื้นที่ฮาโกเน่ถึง 8 รูปแบบ (2 มีนาคม 2026) [1]
นอกจากนี้ยังใช้รับส่วนลดค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวอีกกว่า 70 แห่งในพื้นที่
เส้นทางคลาสสิกที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้คือ วนรอบเป็นวงแหวนเริ่มจาก Hakone-Yumoto นั่งรถไฟภูเขาไปสถานี Goraต่อรถราง Cable Car ไปสถานี Sounzan แล้วต่อกระเช้า Hakone Ropeway ข้ามไปยังหุบเขาโอวาคุดานิและลงที่ท่าเรือ Togendai เพื่อต่อเรือโจรสลัดข้ามทะเลสาบอาชิไปยังท่าเรือ Motohakone หรือ Hakone-en ก่อนนั่งรถบัสกลับมาที่ Hakone-Yumoto อีกครั้ง วนรอบนี้ใช้เวลาทั้งวันแต่ครบทุกไฮไลต์ของเมือง ใครจะวนสวนทางในทิศตรงข้ามก็ทำได้เพื่อเลี่ยงคิวที่หนาแน่นในช่วงเช้า

หุบเขาภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นมาตั้งแต่การปะทุครั้งใหญ่ของภูเขาคามิเมื่อราว 3,000 ปีก่อน เดินบนทางเดินจะได้กลิ่นกำมะถันและเห็นไอน้ำพวยพุ่งจากพื้นดินตลอดเวลา (18 มกราคม 2024) [2]
ของขึ้นชื่อประจำที่นี่คือไข่ดำที่ต้มด้วยน้ำแร่กำมะถัน คนญี่ปุ่นเชื่อว่ากินไข่ดำ 1 ฟองจะมีอายุยืนขึ้นอีก 7 ปี เดินทางไปง่ายๆ ด้วยกระเช้า Hakone Ropeway ที่เชื่อมระหว่างสถานี Sounzan กับ Togendai แนะนำให้ไปช่วงเช้าเพื่อเลี่ยงคิวกระเช้าที่จะยาวขึ้นมากหลังเที่ยง
ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของฮาโกเน่ ในวันฟ้าใสจะเห็นภูเขาไฟฟูจิสะท้อนอยู่บนผืนน้ำ กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือนั่งเรือโจรสลัดข้ามทะเลสาบ ซึ่งมีให้เลือก 3 ลำคือ Royal II, Victory และ Vasa
แต่ละลำออกแบบต่างกันแต่ทุกลำได้วิวภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลังเหมือนกัน เส้นทางเรือจะผ่านหน้าศาลเจ้าฮาโกเน่และเสาโทริอิริมน้ำให้ถ่ายรูปจากมุมที่หาไม่ได้บนบก
หนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ตามตำนานเล่าว่านักบวชมังกันโชนินได้ปราบมังกรเก้าหัวและจับล่ามโซ่ไว้ใต้ทะเลสาบอาชิ ก่อนสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นมา
จุดถ่ายรูปที่ฮิตที่สุดคือเสาโทริอิสีแดง (Heiwa no Torii) ที่ตั้งอยู่ในทะเลสาบโดยมีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง ช่วงที่คนน้อยที่สุดคือตอนเช้าก่อน 9 โมง เพราะหลังจากนั้นจะมีแถวต่อรูปยาวมาก
พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงผลงานกลางแจ้งในสวนขนาดใหญ่ มีงานของศิลปินระดับโลกอย่างโรแดงและปิกัสโซตั้งกระจายอยู่ทั่วสวน ภายในยังมีโซนจัดแสดงในร่ม คาเฟ่ และบ่อน้ำพุร้อนแช่เท้าฟรีสำหรับผู้เข้าชมที่เหนื่อยจากการเดิน เหมาะกับคนที่ชอบงานศิลปะแบบสัมผัสได้ใกล้ชิดมากกว่าพิพิธภัณฑ์ปิด
จุดเด่นของที่นี่คือเลานจ์ชมวิวกระจกบานยาวกว่า 50 เมตร มองเห็นทะเลสาบอาชิ เสาโทริอิ และภูเขาไฟฟูจิในเฟรมเดียวกันถ้าฟ้าเปิด ภายในจัดแสดงงานศิลปะญี่ปุ่นร่วมสมัยที่ตีความเทพเจ้าคลาสสิกในมุมใหม่ เหมาะกับการแวะพักสายตาระหว่างเส้นทางเที่ยวรอบทะเลสาบอาชิ
พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานแก้วเวนิสตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ถึง 19 ไฮไลต์คือ “ทางเดินแห่งแสง” ทางเดินกลางแจ้งที่ประดับด้วยคริสตัลกว่า 160,000 เม็ด ระยิบระยับเมื่อกระทบแสงแดด อยู่ใกล้กับทุ่งหญ้าสีทองเซ็นโกคุฮาระ เหมาะแวะต่อกันได้ในทริปเดียว

ฮาโกเน่มีแหล่งน้ำพุร้อนขึ้นชื่อที่เรียกกันว่า “17 ออนเซ็นแห่งฮาโกเน่” กระจายอยู่ใน 4 พื้นที่หลัก แต่ละพื้นที่มีจุดเด่นต่างกัน
พื้นที่ที่เข้าออกง่ายที่สุดเพราะเป็นสถานีรถไฟหลักของเมือง รอบสถานีเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านขายของฝาก คาเฟ่ และเรียวกัง เหมาะกับคนที่อยากพักใกล้สถานีไม่ต้องลากกระเป๋าไกล หรือมาแบบไปเช้าเย็นกลับแล้วอยากซื้อของฝากก่อนกลับ
พื้นที่ที่อยู่สูงขึ้นไปบนภูเขา ใกล้พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งฮาโกเน่และพิพิธภัณฑ์ศิลปะฮาโกเน่ เรียวกังย่านนี้หลายแห่งมีออนเซ็นในห้องพักส่วนตัวพร้อมวิวหุบเขา เหมาะกับคนที่อยากพักแบบเงียบสงบและใกล้แหล่งศิลปะ
พื้นที่ราบกว้างที่มีทุ่งหญ้าสีทองเป็นจุดเด่น เรียวกังย่านนี้มักมีพื้นที่กว้างขวางและวิวภูเขาโดยรอบ เหมาะกับครอบครัวหรือกลุ่มที่อยากได้ความเป็นส่วนตัว
พื้นที่ริมทะเลสาบที่ได้วิวภูเขาไฟฟูจิตรงจากห้องพัก เหมาะกับคนที่อยากตื่นมาเห็นวิวทะเลสาบและภูเขาไฟฟูจิทันทีโดยไม่ต้องเดินทางไปไหน แต่ราคาที่พักมักสูงกว่าย่านอื่น
ของกินซิกเนเจอร์ของหุบเขาโอวาคุดานิ ต้มด้วยน้ำแร่กำมะถันธรรมชาติจนเปลือกไข่เปลี่ยนเป็นสีดำ รสชาติไม่ต่างจากไข่ต้มทั่วไปมากนัก แต่ความสนุกอยู่ที่ความเชื่อเรื่องอายุยืนและบรรยากาศกินกลางหุบเขาที่มีไอน้ำกำมะถันลอยอยู่รอบตัว

เมนูที่ผสมยูบะ (ฟิล์มถั่วเหลืองที่ได้จากการต้มน้ำเต้าหู้) เข้ากับเส้นโซบะ เป็นเมนูที่หาทานได้เฉพาะแถบฮาโกเน่และโอดาวาระ ร้านที่แนะนำคือ Isamiya ในเครือเดียวกับร้าน Yubadon Naokichi ที่มีเมนูยูบะหลากหลายให้เลือกครบ (28 พฤศจิกายน 2025) [3]
ร้านโซบะท้องถิ่นในฮาโกเน่และโอดาวาระมักมีเมนูเทมปุระกุ้งซากุระและคาคิอาเกะเทนซารุเป็นเมนูขึ้นชื่อ กุ้งซากุระเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นของอ่าวซุรุกะที่อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่นี้ รสชาติกรอบหอมเข้ากับน้ำซุปโซบะรสกลมกล่อม
ถ้าพักค้างคืนในเรียวกังย่านโกระหรือทะเลสาบอาชิ ส่วนใหญ่จะรวมอาหารไคเซกิตามฤดูกาลไว้ในแพ็กเกจที่พัก เสิร์ฟเป็นคอร์สหลายจานที่คัดสรรวัตถุดิบตามฤดูกาล เป็นประสบการณ์การกินที่หรูหราและคู่กับการแช่ออนเซ็นได้ลงตัวที่สุด
แวะหมู่บ้านซูซูฮิโระคามาโบโกะที่โอดาวาระระหว่างทางเข้าฮาโกเน่ได้เลย เป็นแหล่งผลิตลูกชิ้นปลาคามาโบโกะที่มีชื่อเสียงของพื้นที่นี้ มีกิจกรรมทำคามาโบโกะด้วยตัวเองและร้านอาหารที่ใช้คามาโบโกะสดเป็นวัตถุดิบหลัก

ถ้าเป็นทริปไปเช้าเย็นกลับจากโตเกียว 1 วันก็เที่ยวจุดหลักได้ครบ ทั้งโอวาคุดานิ เรือโจรสลัด และศาลเจ้าฮาโกเน่ แต่ถ้าอยากแช่ออนเซ็นแบบไม่เร่งรีบและเที่ยวพิพิธภัณฑ์เพิ่ม ควรเผื่อเป็น 2 วัน 1 คืน
นั่งรถไฟ Odakyu Romancecar จากสถานี Shinjuku ตรงไปสถานี Hakone-Yumoto ใช้เวลาประมาณ 85 นาที ถือเป็นหนึ่งในทริปเดย์ทริปที่ใกล้โตเกียวที่สุด
แนะนำ Hakone Free Pass แบบ 2 วันหรือ 3 วัน เพราะรวมทั้งตั๋วรถไฟไปกลับจากโตเกียวและการเดินทางในพื้นที่ฮาโกเน่ 8 รูปแบบไว้ในบัตรเดียว คุ้มกว่าซื้อตั๋วแยกทุกขาอย่างชัดเจน
ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของวันนั้นเป็นหลัก ช่วงฤดูหนาวฟ้าใสมีโอกาสเห็นสูงกว่าฤดูอื่น จุดที่มีโอกาสเห็นชัดที่สุดคือริมทะเลสาบอาชิและบนเรือโจรสลัด
เหมาะมาก เพราะอยู่ใกล้โตเกียวและมีระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกันเป็นวงแหวนครบในตัว แต่ถ้ามีเวลาควรพักค้างคืนสักหนึ่งคืนเพื่อได้สัมผัสออนเซ็นแบบไม่เร่งรีบ เพราะถือเป็นเสน่ห์หลักของเมืองนี้

