เที่ยวฮาโกเน่ 2026 หุบเขาออนเซ็นวิวฟูจิที่ใกล้โตเกียวที่สุด

เที่ยวฮาโกเน่ 2026

ฮาโกเน่ (Hakone) คือเมืองออนเซ็นในจังหวัดคานากาวะที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฟูจิ-ฮาโกเน่-อิสึ ห่างจากโตเกียวเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง นั่งรถไฟเที่ยวเดียวก็ถึง

จุดเด่นที่ทำให้ฮาโกเน่ฮิตติดอันดับทริปเดย์ทริปจากโตเกียวตลอดหลายปีคือความหลากหลายของกิจกรรมในที่เดียว ทั้งหุบเขาภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น ทะเลสาบที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง ศาลเจ้าโทริอิริมน้ำที่ถ่ายรูปแล้วสวยทุกมุม และออนเซ็นระดับตำนานที่มีให้เลือกมากกว่า 17 แหล่ง

บทความนี้รวมทุกอย่างที่ต้องรู้ก่อนไป เที่ยวฮาโกเน่ 2026 ตั้งแต่วิธีเดินทาง ที่เที่ยวเด็ด ที่พักแนะนำ อาหารขึ้นชื่อ ไปจนถึงคำถามที่คนถามกันบ่อย อ่านจบแพลนทริปได้เลยไม่ต้องเปิดหาที่อื่นเพิ่ม

ทำความรู้จักฮาโกเน่ก่อนออกเดินทาง

ฮาโกเน่อยู่ที่ไหน เหมาะกับใคร

ฮาโกเน่ตั้งอยู่ในจังหวัดคานากาวะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโตเกียว เป็นพื้นที่ภูเขาที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟฮาโกเน่เมื่อหลายพันปีก่อน ทำให้มีทั้งหุบเขาความร้อนใต้พิภพ ทะเลสาบ และแหล่งน้ำพุร้อนเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน

เพราะอยู่ใกล้โตเกียวมาก ฮาโกเน่จึงเป็นหนึ่งในทริปเดย์ทริปที่นักท่องเที่ยวเลือกมากที่สุด แต่ถ้ามีเวลาค้างคืนสักหนึ่งคืนในเรียวกังออนเซ็นจะคุ้มค่ากว่ามาก เพราะกิจกรรมในฮาโกเน่เยอะกว่าที่คิด

เมืองนี้เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติแบบภูเขาไฟ ชอบกิจกรรมหลากหลายในทริปเดียว ทั้งนั่งรถไฟ รถราง กระเช้า และเรือ รวมถึงคนที่ตามหาวิวภูเขาไฟฟูจิแบบมีองค์ประกอบสวยๆ อย่างทะเลสาบและโทริอิ ถ้าใครเคยไปคาวากูจิโกะมาแล้วอยากได้ฟีลที่วาไรตี้กว่า ฮาโกเน่คือคำตอบ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวฮาโกเน่

  • ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) ซากุระบานรอบหมู่บ้านซูซูฮิโระคามาโบโกะในโอดาวาระและบางจุดในฮาโกเน่ อากาศเย็นสบายเหมาะกับการเดินเที่ยว
  • ฤดูร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) อากาศเย็นกว่าโตเกียวเพราะอยู่บนพื้นที่ภูเขา เหมาะกับคนที่อยากหลีกหนีความร้อนของเมืองใหญ่
  • ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.) ทุ่งหญ้าสีทองที่เซ็นโกคุฮาระและใบไม้เปลี่ยนสีรอบทะเลสาบอาชิ ถือเป็นช่วงที่สวยที่สุดช่วงหนึ่งของปี
  • ฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) ท้องฟ้าใสที่สุดของปี โอกาสเห็นภูเขาไฟฟูจิชัดเจนจากทะเลสาบอาชิสูงที่สุดในช่วงนี้ แต่อากาศหนาวเย็นควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อม

วิธีเดินทางไปฮาโกเน่

จากโตเกียวด้วยรถไฟโอดาคิว

วิธีที่สะดวกที่สุดคือนั่งรถไฟด่วนพิเศษ Odakyu Romancecar จากสถานี Shinjuku ตรงไปสถานี Hakone-Yumoto ใช้เวลาประมาณ 85 นาที ไม่ต้องเปลี่ยนรถ เหมาะกับคนที่อยากนั่งรถไฟเที่ยวเดียวถึงแบบสบายๆ

บัตร Hakone Free Pass คุ้มที่สุดสำหรับทริปนี้

บัตรนี้คือหัวใจของการเที่ยวฮาโกเน่ เพราะรวมทั้งตั๋วรถไฟ Odakyu ไป-กลับจากโตเกียวถึงสถานี Odawara และการเดินทางแบบไม่จำกัดรอบในพื้นที่ฮาโกเน่ถึง 8 รูปแบบ (2 มีนาคม 2026) [1]

  1. รถไฟภูเขา Hakone Tozan Railway
  2. รถราง Cable Car
  3. กระเช้าลอยฟ้า Hakone Ropeway
  4. เรือโจรสลัดทะเลสาบอาชิ
  5. รถบัส Hakone Tozan Bus
  6. รถบัส Kanko Shisetsu-Meguri
  7. รถบัส Odakyu Highway Bus (เฉพาะเส้นทางที่กำหนด)
  8. รถบัส Tokai Bus (เฉพาะเส้นทางที่กำหนด)

นอกจากนี้ยังใช้รับส่วนลดค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวอีกกว่า 70 แห่งในพื้นที่

  • ราคา Hakone Free Pass 2 วัน: ผู้ใหญ่ 6,100 เยน เด็ก 1,500 เยน
  • ราคา Hakone Free Pass 3 วัน: ผู้ใหญ่ 6,500 เยน เด็ก 1,350 เยน
  • หากต้องการนั่ง Romancecar จากชินจูกุต้องจ่ายค่าที่นั่งเพิ่มอีกประมาณ 1,110 เยน

เดินทางภายในฮาโกเน่

เส้นทางคลาสสิกที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้คือ วนรอบเป็นวงแหวนเริ่มจาก Hakone-Yumoto นั่งรถไฟภูเขาไปสถานี Goraต่อรถราง Cable Car ไปสถานี Sounzan แล้วต่อกระเช้า Hakone Ropeway ข้ามไปยังหุบเขาโอวาคุดานิและลงที่ท่าเรือ Togendai เพื่อต่อเรือโจรสลัดข้ามทะเลสาบอาชิไปยังท่าเรือ Motohakone หรือ Hakone-en ก่อนนั่งรถบัสกลับมาที่ Hakone-Yumoto อีกครั้ง วนรอบนี้ใช้เวลาทั้งวันแต่ครบทุกไฮไลต์ของเมือง ใครจะวนสวนทางในทิศตรงข้ามก็ทำได้เพื่อเลี่ยงคิวที่หนาแน่นในช่วงเช้า

เสาโทริอิสีแดงกลางทะเลสาบ

ที่เที่ยวฮาโกเน่ห้ามพลาด

หุบเขาโอวาคุดานิ

หุบเขาภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นมาตั้งแต่การปะทุครั้งใหญ่ของภูเขาคามิเมื่อราว 3,000 ปีก่อน เดินบนทางเดินจะได้กลิ่นกำมะถันและเห็นไอน้ำพวยพุ่งจากพื้นดินตลอดเวลา (18 มกราคม 2024) [2]

ของขึ้นชื่อประจำที่นี่คือไข่ดำที่ต้มด้วยน้ำแร่กำมะถัน คนญี่ปุ่นเชื่อว่ากินไข่ดำ 1 ฟองจะมีอายุยืนขึ้นอีก 7 ปี เดินทางไปง่ายๆ ด้วยกระเช้า Hakone Ropeway ที่เชื่อมระหว่างสถานี Sounzan กับ Togendai แนะนำให้ไปช่วงเช้าเพื่อเลี่ยงคิวกระเช้าที่จะยาวขึ้นมากหลังเที่ยง

ทะเลสาบอาชิและเรือโจรสลัด

ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของฮาโกเน่ ในวันฟ้าใสจะเห็นภูเขาไฟฟูจิสะท้อนอยู่บนผืนน้ำ กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือนั่งเรือโจรสลัดข้ามทะเลสาบ ซึ่งมีให้เลือก 3 ลำคือ Royal II, Victory และ Vasa

แต่ละลำออกแบบต่างกันแต่ทุกลำได้วิวภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลังเหมือนกัน เส้นทางเรือจะผ่านหน้าศาลเจ้าฮาโกเน่และเสาโทริอิริมน้ำให้ถ่ายรูปจากมุมที่หาไม่ได้บนบก

ศาลเจ้าฮาโกเน่

หนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ตามตำนานเล่าว่านักบวชมังกันโชนินได้ปราบมังกรเก้าหัวและจับล่ามโซ่ไว้ใต้ทะเลสาบอาชิ ก่อนสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นมา

จุดถ่ายรูปที่ฮิตที่สุดคือเสาโทริอิสีแดง (Heiwa no Torii) ที่ตั้งอยู่ในทะเลสาบโดยมีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง ช่วงที่คนน้อยที่สุดคือตอนเช้าก่อน 9 โมง เพราะหลังจากนั้นจะมีแถวต่อรูปยาวมาก

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งฮาโกเน่

พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงผลงานกลางแจ้งในสวนขนาดใหญ่ มีงานของศิลปินระดับโลกอย่างโรแดงและปิกัสโซตั้งกระจายอยู่ทั่วสวน ภายในยังมีโซนจัดแสดงในร่ม คาเฟ่ และบ่อน้ำพุร้อนแช่เท้าฟรีสำหรับผู้เข้าชมที่เหนื่อยจากการเดิน เหมาะกับคนที่ชอบงานศิลปะแบบสัมผัสได้ใกล้ชิดมากกว่าพิพิธภัณฑ์ปิด

  • ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 1,600 เยน นักศึกษา/มัธยมปลาย 1,200 เยน มัธยมต้นและประถม 800 เยน
  • เวลาเปิด-ปิด: 9:30-16:30 น. (ปิดทุกวันพฤหัสบดี และช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นปี)
  • การเดินทาง: เดินจากสถานี Gora ประมาณ 10 นาที

พิพิธภัณฑ์ศิลปะนารุคาวะ

จุดเด่นของที่นี่คือเลานจ์ชมวิวกระจกบานยาวกว่า 50 เมตร มองเห็นทะเลสาบอาชิ เสาโทริอิ และภูเขาไฟฟูจิในเฟรมเดียวกันถ้าฟ้าเปิด ภายในจัดแสดงงานศิลปะญี่ปุ่นร่วมสมัยที่ตีความเทพเจ้าคลาสสิกในมุมใหม่ เหมาะกับการแวะพักสายตาระหว่างเส้นทางเที่ยวรอบทะเลสาบอาชิ

พิพิธภัณฑ์แก้วฮาโกเน่

พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานแก้วเวนิสตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ถึง 19 ไฮไลต์คือ “ทางเดินแห่งแสง” ทางเดินกลางแจ้งที่ประดับด้วยคริสตัลกว่า 160,000 เม็ด ระยิบระยับเมื่อกระทบแสงแดด อยู่ใกล้กับทุ่งหญ้าสีทองเซ็นโกคุฮาระ เหมาะแวะต่อกันได้ในทริปเดียว

  • ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 1,800 เยน มัธยมปลาย 1,300 เยน ประถมและมัธยมต้น 600 เยน ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 1,700 เยน (ลดเพิ่ม 100 เยนเมื่อแสดง Hakone Free Pass)

ที่พักในฮาโกเน่ ควรเลือกย่านไหน

เรือโจรสลัดล่องทะเลสาบ

ฮาโกเน่มีแหล่งน้ำพุร้อนขึ้นชื่อที่เรียกกันว่า “17 ออนเซ็นแห่งฮาโกเน่” กระจายอยู่ใน 4 พื้นที่หลัก แต่ละพื้นที่มีจุดเด่นต่างกัน

ฮาโกเน่-ยูโมโตะ

พื้นที่ที่เข้าออกง่ายที่สุดเพราะเป็นสถานีรถไฟหลักของเมือง รอบสถานีเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านขายของฝาก คาเฟ่ และเรียวกัง เหมาะกับคนที่อยากพักใกล้สถานีไม่ต้องลากกระเป๋าไกล หรือมาแบบไปเช้าเย็นกลับแล้วอยากซื้อของฝากก่อนกลับ

โกระ

พื้นที่ที่อยู่สูงขึ้นไปบนภูเขา ใกล้พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งฮาโกเน่และพิพิธภัณฑ์ศิลปะฮาโกเน่ เรียวกังย่านนี้หลายแห่งมีออนเซ็นในห้องพักส่วนตัวพร้อมวิวหุบเขา เหมาะกับคนที่อยากพักแบบเงียบสงบและใกล้แหล่งศิลปะ

เซ็นโกคุฮาระ

พื้นที่ราบกว้างที่มีทุ่งหญ้าสีทองเป็นจุดเด่น เรียวกังย่านนี้มักมีพื้นที่กว้างขวางและวิวภูเขาโดยรอบ เหมาะกับครอบครัวหรือกลุ่มที่อยากได้ความเป็นส่วนตัว

ทะเลสาบอาชิ

พื้นที่ริมทะเลสาบที่ได้วิวภูเขาไฟฟูจิตรงจากห้องพัก เหมาะกับคนที่อยากตื่นมาเห็นวิวทะเลสาบและภูเขาไฟฟูจิทันทีโดยไม่ต้องเดินทางไปไหน แต่ราคาที่พักมักสูงกว่าย่านอื่น

กินอะไรดีที่ฮาโกเน่

ไข่ดำที่โอวาคุดานิ

ของกินซิกเนเจอร์ของหุบเขาโอวาคุดานิ ต้มด้วยน้ำแร่กำมะถันธรรมชาติจนเปลือกไข่เปลี่ยนเป็นสีดำ รสชาติไม่ต่างจากไข่ต้มทั่วไปมากนัก แต่ความสนุกอยู่ที่ความเชื่อเรื่องอายุยืนและบรรยากาศกินกลางหุบเขาที่มีไอน้ำกำมะถันลอยอยู่รอบตัว

ไข่ดำ

ฮาโกเน่ยูบะโซบะ

เมนูที่ผสมยูบะ (ฟิล์มถั่วเหลืองที่ได้จากการต้มน้ำเต้าหู้) เข้ากับเส้นโซบะ เป็นเมนูที่หาทานได้เฉพาะแถบฮาโกเน่และโอดาวาระ ร้านที่แนะนำคือ Isamiya ในเครือเดียวกับร้าน Yubadon Naokichi ที่มีเมนูยูบะหลากหลายให้เลือกครบ (28 พฤศจิกายน 2025) [3]

โซบะใส่เทมปุระกุ้งซากุระ

ร้านโซบะท้องถิ่นในฮาโกเน่และโอดาวาระมักมีเมนูเทมปุระกุ้งซากุระและคาคิอาเกะเทนซารุเป็นเมนูขึ้นชื่อ กุ้งซากุระเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นของอ่าวซุรุกะที่อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่นี้ รสชาติกรอบหอมเข้ากับน้ำซุปโซบะรสกลมกล่อม

อาหารไคเซกิในเรียวกัง

ถ้าพักค้างคืนในเรียวกังย่านโกระหรือทะเลสาบอาชิ ส่วนใหญ่จะรวมอาหารไคเซกิตามฤดูกาลไว้ในแพ็กเกจที่พัก เสิร์ฟเป็นคอร์สหลายจานที่คัดสรรวัตถุดิบตามฤดูกาล เป็นประสบการณ์การกินที่หรูหราและคู่กับการแช่ออนเซ็นได้ลงตัวที่สุด

คามาโบโกะจากหมู่บ้านซูซูฮิโระ

แวะหมู่บ้านซูซูฮิโระคามาโบโกะที่โอดาวาระระหว่างทางเข้าฮาโกเน่ได้เลย เป็นแหล่งผลิตลูกชิ้นปลาคามาโบโกะที่มีชื่อเสียงของพื้นที่นี้ มีกิจกรรมทำคามาโบโกะด้วยตัวเองและร้านอาหารที่ใช้คามาโบโกะสดเป็นวัตถุดิบหลัก

เคล็ดลับการเที่ยวฮาโกเน่ให้คุ้มที่สุด

  • ซื้อ Hakone Free Pass ตั้งแต่ก่อนเดินทาง เพราะคุ้มกว่าซื้อตั๋วแยกทุกขาแน่นอน ถ้าใช้ระบบขนส่งครบทั้ง 8 รูปแบบจะมีมูลค่ารวมสูงกว่าราคาบัตรหลายพันเยน
  • ออกจากโตเกียวให้เร็วที่สุด ควรถึงฮาโกเน่ก่อน 9 โมงเช้า เพื่อเลี่ยงคิวกระเช้าและคิวถ่ายรูปที่ศาลเจ้าฮาโกเน่ที่จะยาวขึ้นมากหลังเที่ยง
  • เตรียมเสื้อกันหนาวแม้ไปช่วงฤดูร้อน เพราะอุณหภูมิบนภูเขาที่โอวาคุดานิกับเชิงเขาต่างกันค่อนข้างมาก
  • กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ไม่สามารถนำขึ้นรถบัสและรถไฟภูเขาได้ ควรฝากกระเป๋าไว้ที่ตู้ล็อกเกอร์สถานีก่อนเริ่มทัวร์รอบเมือง
  • ถ้าอยากเห็นภูเขาไฟฟูจิให้ชัดที่สุด ช่วงฤดูหนาวฟ้าใสมีโอกาสเห็นสูงกว่าฤดูอื่น แต่ก็ขึ้นกับสภาพอากาศวันนั้นเป็นหลัก
  • ร้านอาหารส่วนใหญ่ในฮาโกเน่ปิดพักระหว่าง 17:00-18:00 น. ถ้าพักค้างคืนควรจองอาหารเย็นกับที่พักไว้ล่วงหน้า

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยวฮาโกเน่

สวนกลางแจ้งมีงานศิลปะประติมากรรม

เที่ยวฮาโกเน่กี่วันถึงจะพอ

ถ้าเป็นทริปไปเช้าเย็นกลับจากโตเกียว 1 วันก็เที่ยวจุดหลักได้ครบ ทั้งโอวาคุดานิ เรือโจรสลัด และศาลเจ้าฮาโกเน่ แต่ถ้าอยากแช่ออนเซ็นแบบไม่เร่งรีบและเที่ยวพิพิธภัณฑ์เพิ่ม ควรเผื่อเป็น 2 วัน 1 คืน

ฮาโกเน่ห่างจากโตเกียวกี่ชั่วโมง

นั่งรถไฟ Odakyu Romancecar จากสถานี Shinjuku ตรงไปสถานี Hakone-Yumoto ใช้เวลาประมาณ 85 นาที ถือเป็นหนึ่งในทริปเดย์ทริปที่ใกล้โตเกียวที่สุด

ไปฮาโกเน่ควรซื้อบัตรโดยสารแบบไหน

แนะนำ Hakone Free Pass แบบ 2 วันหรือ 3 วัน เพราะรวมทั้งตั๋วรถไฟไปกลับจากโตเกียวและการเดินทางในพื้นที่ฮาโกเน่ 8 รูปแบบไว้ในบัตรเดียว คุ้มกว่าซื้อตั๋วแยกทุกขาอย่างชัดเจน

ไปฮาโกเน่แล้วจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิแน่ไหม

ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของวันนั้นเป็นหลัก ช่วงฤดูหนาวฟ้าใสมีโอกาสเห็นสูงกว่าฤดูอื่น จุดที่มีโอกาสเห็นชัดที่สุดคือริมทะเลสาบอาชิและบนเรือโจรสลัด

ฮาโกเน่เหมาะกับการไปแบบไม่พักค้างคืนไหม

เหมาะมาก เพราะอยู่ใกล้โตเกียวและมีระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกันเป็นวงแหวนครบในตัว แต่ถ้ามีเวลาควรพักค้างคืนสักหนึ่งคืนเพื่อได้สัมผัสออนเซ็นแบบไม่เร่งรีบ เพราะถือเป็นเสน่ห์หลักของเมืองนี้

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง