
เที่ยวเบอร์มิงแฮม 2026 เมืองใหญ่อันดับสองของอังกฤษที่มีเสน่ห์ไม่แพ้ลอนดอน
- เฮียเกา
- 5 views

เที่ยวเบอร์มิงแฮม 2026 พาไปสำรวจเมืองใหญ่อันดับสองของอังกฤษที่เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ฟรี ช็อกโกแลตระดับโลก และคลองที่ยาวกว่าเวนิส บทความนี้รวมทุกไฮไลต์ที่ต้องรู้ก่อนไปเที่ยวเบอร์มิงแฮม
เบอร์มิงแฮมเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอังกฤษที่หลายคนมองข้าม ทั้งที่จริงแล้วเต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ฟรี ร้านช้อปปิ้งระดับโลก และเครือข่ายคลองที่ยาวกว่าเวนิสเสียอีก
เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของอังกฤษในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และวันนี้ได้เปลี่ยนโฉมเป็นเมืองที่ผสมผสานศิลปะ ดนตรี และไลฟ์สไตล์เมืองใหญ่ได้อย่างลงตัว
เบอร์มิงแฮมอยู่ใจกลางประเทศอังกฤษ เดินทางเชื่อมต่อไปเมืองอื่นได้สะดวกมาก ไม่ว่าจะลอนดอน แมนเชสเตอร์ หรือเบอร์ริสตอล ทำให้เหมาะเป็นทั้งจุดหมายหลักและจุดแวะระหว่างทริปยาวในสหราชอาณาจักร
ช่วงที่เหมาะกับการเที่ยวเบอร์มิงแฮมที่สุดคือเดือนพฤษภาคมและกันยายน อากาศเย็นสบายไม่ร้อนจัด และนักท่องเที่ยวยังไม่แน่นเท่าช่วงซัมเมอร์ อุณหภูมิเฉลี่ยฤดูใบไม้ผลิอยู่ที่ราว 15 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูใบไม้ร่วงราว 14 องศาเซลเซียส
หากอยากสัมผัสบรรยากาศคริสต์มาสมาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ควรไปช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม แม้อากาศจะหนาวเย็นราว 7 องศาเซลเซียส แต่บรรยากาศงานเทศกาลคุ้มค่ามาก ส่วนฤดูร้อนเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมอากาศอุ่นสุดราว 24 องศาเซลเซียส แต่ค่าที่พักจะสูงขึ้นตามฤดูกาลท่องเที่ยว
จากกรุงเทพฯ ยังไม่มีเที่ยวบินตรงไปเบอร์มิงแฮม ต้องบินไปลงลอนดอนก่อน ไม่ว่าจะฮีทโธรว์หรือแกตวิค โดยสายการบินอย่างการบินไทย กาตาร์แอร์เวย์ เอมิเรตส์ หรือเอทิฮัด แล้วต่อรถไฟหรือเที่ยวบินภายในประเทศเข้าเบอร์มิงแฮมอีกทอด รวมเวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 15-18 ชั่วโมง
สนามบินเบอร์มิงแฮม (Birmingham Airport) มีรถราง Air-Rail Link ฟรีเชื่อมไปสถานี Birmingham International ใช้เวลาไม่กี่นาที จากนั้นนั่งรถไฟตรงเข้า Birmingham New Street ใจกลางเมือง
ใช้เวลาเพียงประมาณ 10 นาที มีรถไฟวิ่งถี่มากทั้ง Avanti West Coast, West Midlands Railway และ CrossCountry รวมกันหลายเที่ยวต่อชั่วโมง
จากลอนดอน สถานี Euston นั่งรถไฟ Avanti West Coast มาลง Birmingham New Street ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ถือว่าเดินทางสะดวกมากสำหรับทริปเดย์ทริปหรือทริปสุดสัปดาห์ ส่วนจากแมนเชสเตอร์หรือลิเวอร์พูลก็มีรถไฟตรงเข้าเบอร์มิงแฮมเช่นกัน ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง

พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เข้าชมได้ฟรีทั้งหมด เปิดวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 10 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ไฮไลต์คือคอลเลกชันภาพวาดสไตล์ Pre-Raphaelite ของศิลปินท้องถิ่นอย่าง Edward Burne-Jones (9 มิถุนายน 2026) [1]
รวมถึง Staffordshire Hoard Gallery ที่จัดแสดงสมบัติทองคำยุคแองโกล-แซกซอนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยขุดพบ
สวรรค์ของคนรักช็อกโกแลต ตั้งอยู่ชานเมืองเบอร์มิงแฮม ราคาบัตรผู้ใหญ่ประมาณ 21 ปอนด์ ส่วนบัตรครอบครัว 4 คนราคาราว 75 ปอนด์ ภายในมีทั้งโซนประวัติศาสตร์ช็อกโกแลต โรงงานจำลอง และโซนชิมฟรีที่เด็กและผู้ใหญ่ชอบไม่แพ้กัน (23 กรกฎาคม 2026) [2]
ห้องสมุดสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ตัวอาคารดีไซน์โดดเด่นด้วยลวดลายวงแหวนโลหะรอบตึก เข้าชมฟรี มีจุดชมวิวเมืองแบบพาโนรามาบนชั้นดาดฟ้าที่ไม่ควรพลาด เหมาะเป็นจุดพักเดินเที่ยวระหว่างวัน (3 มีนาคม 2021) [3]
หลายคนไม่รู้ว่าเบอร์มิงแฮมมีความยาวเครือข่ายคลองมากกว่าเวนิสเสียอีก ย่าน Birmingham Canalside ในใจกลางเมืองเต็มไปด้วยร้านกาแฟ บาร์ริมน้ำ และเส้นทางเดินเล่นเลียบคลองที่บรรยากาศดีทั้งกลางวันและกลางคืน เหมาะกับการเดินชิลๆ ถ่ายรูปสวยๆ
ศูนย์การค้าใจกลางเมืองที่มีทั้งแบรนด์หรูและร้านทั่วไปครบครัน จุดเด่นที่สุดคืออาคาร Selfridges ดีไซน์ผิวอลูมิเนียมเป็นฟองอากาศสีเงินโดดเด่นเป็นแลนด์มาร์กของเมือง ถ่ายรูปสวยทั้งกลางวันและตอนไฟขึ้นยามค่ำคืน
ตลาดคริสต์มาสสไตล์เยอรมันที่ใหญ่และแท้ที่สุดนอกประเทศเยอรมนีและออสเตรีย จัดต่อเนื่องมากว่า 25 ปี เต็มไปด้วยของกินของฝาก ไวน์อุ่น และบรรยากาศเทศกาลสุดคึกคักช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงปลายธันวาคม
ย่าน Jewellery Quarter เหมาะกับคนชอบที่พักสไตล์บูทีคในตึกเก่าที่ปรับปรุงใหม่ บรรยากาศเงียบสงบกว่าใจกลางเมืองแต่ยังเดินทางเข้าเมืองได้สะดวกด้วยรถรางและรถไฟ ราคาที่พักมักถูกกว่าโซนใจกลางเมืองด้วย
ย่านใจกลางเมืองใกล้ Birmingham New Street และ Bullring เหมาะกับคนที่อยากเดินเที่ยวได้ทุกที่โดยไม่ต้องพึ่งขนส่งสาธารณะมาก มีโรงแรมเครือใหญ่ให้เลือกหลายระดับราคา ส่วนย่าน Digbeth เหมาะกับสายฮิปสเตอร์ที่ชอบสตรีทอาร์ต บาร์อินดี้ และไนต์ไลฟ์คึกคักถึงดึก
โดยรวมเบอร์มิงแฮมมีที่พักครบทุกงบประมาณ ตั้งแต่โฮสเทลราคาประหยัดไปจนถึงโรงแรมหรูใจกลางเมือง แนะนำจองล่วงหน้าโดยเฉพาะช่วงคริสต์มาสมาร์เก็ตที่ห้องพักมักเต็มเร็ว

เบอร์มิงแฮมคือบ้านเกิดของเมนู Balti แกงกะหรี่สไตล์ปากีสถานที่คิดค้นขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1970 เสิร์ฟในชามเหล็กกล้าคาร์บอนทรงก้นแบนที่ร้อนเร็วเป็นเอกลักษณ์ ย่าน Balti Triangle ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองคือจุดกำเนิดเมนูนี้ ยังมีร้านดั้งเดิมให้ตามหาชิมได้
นอกจากไปเที่ยว Cadbury World แล้ว ทั่วเมืองเบอร์มิงแฮมก็มีร้านขายช็อกโกแลต Cadbury หลากหลายรุ่นให้ซื้อเป็นของฝาก บางรุ่นหาซื้อได้เฉพาะที่เบอร์มิงแฮมเท่านั้น เหมาะเป็นของฝากที่ไม่เหมือนใคร
ปิดท้ายด้วยเมนูผับอังกฤษดั้งเดิมอย่าง Fish and Chips หรือ Sunday Roast ที่หากินได้ทั่วเมือง ผับเก่าแก่หลายแห่งในย่าน Jewellery Quarter และ Digbeth ยังคงบรรยากาศดั้งเดิมพร้อมเบียร์คราฟต์ท้องถิ่นให้ลองชิม
ซื้อบัตรโดยสารรถไฟแบบ Off-Peak หรือจองล่วงหน้าผ่านแอปอย่าง Trainline จะได้ราคาถูกกว่าซื้อหน้าเคาน์เตอร์วันเดินทางมาก โดยเฉพาะเส้นทางลอนดอน-เบอร์มิงแฮมที่ราคาต่างกันได้หลายเท่าตัว
พิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยวหลักหลายแห่งในเบอร์มิงแฮมเข้าชมฟรี เช่น Birmingham Museum and Art Gallery และ Library of Birmingham จึงวางแผนเที่ยวแบบประหยัดงบได้ไม่ยาก เก็บงบไว้ใช้กับ Cadbury World ที่ต้องซื้อบัตรแทน
หากไปช่วงคริสต์มาสมาร์เก็ต ควรจองที่พักและตั๋วรถไฟล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือน เพราะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวแน่นที่สุดของปีและราคาจะปรับขึ้นเร็ว
2-3 วันก็เพียงพอสำหรับชมไฮไลต์หลักของเมือง ทั้งพิพิธภัณฑ์ คลอง Bullring และ Cadbury World แบบไม่เร่งรีบจนเกินไป

เหมาะมาก เพราะระบบขนส่งสาธารณะสะดวก ป้ายบอกทางชัดเจน และมีจุดท่องเที่ยวที่เดินถึงกันได้ในระยะไม่ไกล
แนะนำให้จองออนไลน์ล่วงหน้าเสมอ เพราะบัตรหน้างานมักขายหมดเร็วโดยเฉพาะช่วงวันหยุดและซัมเมอร์
สะดวกมาก ใจกลางเมืองเดินเที่ยวได้เกือบทั้งหมด ส่วนย่านไกลออกไปมีรถรางและรถบัสเชื่อมต่อครบถ้วน
โดยรวมปลอดภัยเหมือนเมืองใหญ่ทั่วไปในอังกฤษ ควรระวังทรัพย์สินตามปกติในจุดที่คนพลุกพล่านอย่างสถานีรถไฟและตลาดคริสต์มาส
แนะนำแลกเงินบางส่วนจากไทยก่อนเดินทาง และใช้บัตรเดบิตระหว่างประเทศที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในเบอร์มิงแฮม

