พาดู เอกชนซื้อสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก หรือยัง

เอกชนซื้อสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก หรือยัง

เอกชนซื้อสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก หรือยัง คำตอบคือซื้อแล้ว แต่กว่าจะได้ข้อสรุปก็ลุ้นหนัก เพราะก่อนเปิดทัวร์นาเมนต์ ในไทยยังไม่มีดีลยืนยันชัดเจน กระทั่งวันที่ 11 มิถุนายน 2026 มีการประกาศปิดดีลแบบนาทีท้าย ทำให้สถานะเปลี่ยนจาก “ยังลุ้น” เป็น “มีคำตอบแล้ว”

  • ภาพรวมดีลสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในไทย
  • ช่องทางรับชม และรูปแบบการดูของคนไทย
  • ผลของดีลนี้ต่อธุรกิจสื่อกีฬาไทย

ตอนนี้เอกชนซื้อสิทธิ์แล้วหรือยัง?

มีแล้ว และเป็นดีลที่ยืนยัน ในระดับประกาศของบริษัท ไม่ได้เป็นแค่ข่าวลือในตลาด เพราะ JAS แจ้งผ่านหน้าข่าวนักลงทุนของบริษัท เรื่องการได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 และสิทธิ์รายการฟุตบอลของ FIFA ในชุดเดียวกันอย่างเป็นทางการแล้ว จึงถือว่าเรื่องนี้ชัดในระดับเอกสารบริษัทด้วย

เหตุผลที่คนพูดถึงเรื่องนี้เยอะ เป็นเพราะดีลถูกปิด ในช่วงค่อนข้างกระชั้น ทำให้บรรยากาศก่อนแข่ง เต็มไปด้วยคำถามว่าไทยจะได้ดู แบบถูกลิขสิทธิ์หรือไม่ และต้องรอถึงช่วงท้ายจริง ๆ กว่าจะเห็นภาพที่ชัดพอ สำหรับคนดูทั่วไป เลยยิ่งถูกจับตาเป็นพิเศษ และกลายเป็นข่าวใหญ่ทันที

ถ้าตอบแบบตรงคำถามที่สุด ก็คือเอกชนซื้อสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว และผู้ที่ปิดดีลได้คือ JAS ดังนั้นประเด็นตอนนี้ไม่ใช่ว่า “ซื้อหรือยัง” แต่เป็น “จะดูทางไหนและแบบไหนคุ้มสุด” มากกว่า ซึ่งเป็นคำถามต่อจากนี้ของคนดู และเป็นจุดที่คนอยากรู้มากขึ้น

ใครถือสิทธิ์ และคนดูต้องดูผ่านอะไร?

โครงสร้างของดีลรอบนี้ ค่อนข้างชัดคือ JAS เป็นฝั่งถือสิทธิ์ ส่วนการพาผู้ชมเข้าถึงคอนเทนต์จะขับผ่าน Monomax และช่อง MONOMAX SPORTS ซึ่งถูกวางให้เป็นช่องทางหลัก ของการรับชมในไทย ทั้งแบบสตรีมมิง และฟรีทีวีบางส่วน ทำให้ช่องทางดูชัดขึ้นพอสมควร

ในเชิงจำนวนแมตช์ จุดที่คนดูสนใจมากที่สุด คือความครอบคลุม ซึ่งฝั่ง MONO ระบุว่าจะถ่ายทอดครบ 104 นัด บน Monomax และเปิดให้รับชมฟรีมากกว่า 40 นัด ผ่าน MONOMAX SPORTS รวมถึงนัดเปิดสนาม และนัดชิงด้วย จึงตอบโจทย์ทั้งสายดูฟรี และสายดูครบ

สำหรับคนที่อยากดูครบทั้งรายการ แบบไม่ต้องคอยเช็ก ว่าคู่ไหนฟรีหรือไม่ฟรี ก็มีแพ็กเกจ Sports Premium ราคา 5,999 บาท พร้อมไฮไลต์และรีเพลย์ ชมพร้อมกันได้สูงสุด 2 อุปกรณ์ ขณะที่คนดูทั่วไป ยังมีทางเลือกเป็นแมตช์สำคัญ ที่เปิดให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม (11 มิถุนายน 2026) [1]

ทำไมดีลนี้ถึงปิดช้าจนคนลุ้นกันหนัก?

คำตอบหลักคือสิทธิ์แบบนี้ มีต้นทุนสูงมาก และคนที่ซื้อไม่ได้คิดแค่เรื่อง เอามาฉายให้ครบ แต่ต้องคิดต่อว่า เอาไปต่อยอดรายได้ยังไง จะคืนทุนจากสมาชิก โฆษณา และสปอนเซอร์ได้มากแค่ไหน เพราะนี่คือดีลระดับธุรกิจเต็มตัว ไม่ใช่แค่ข่าวกีฬาอย่างเดียว จึงต้องคิดหลายชั้นกว่าปกติ

อีกด้านหนึ่ง ไทยเป็นหนึ่งในชาติอาเซียน ที่ปิดดีลช้ากว่าหลายประเทศ ทำให้แรงกดดันจากแฟนบอลสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นมีการพูดในระดับผู้นำรัฐบาล ว่าคนไทยไม่ควรพลาด การเข้าถึงรายการใหญ่แบบนี้ จึงยิ่งทำให้ประเด็นสิทธิ์ถ่ายทอดสด ถูกจับตาเป็นพิเศษ กระแสสังคมเลยยิ่งแรงตามไปด้วย

พอมองจากมุมบริษัท ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมต้องคิดหนัก เพราะถ้าซื้อมาแพงแต่เปลี่ยนเป็นฐานสมาชิก หรือรายได้ระยะยาวไม่ได้ ดีลก็จะกลายเป็นภาระทันที ดังนั้นความช้าจึงสะท้อนการชั่งน้ำหนักเชิงธุรกิจ มากกว่าการไม่เห็นค่าของรายการนี้ และไม่ได้เกิดจากเหตุผลด้านเดียว

ดีลนี้คุ้มค่าทางธุรกิจตรงไหน?

เอกชนซื้อสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก หรือยัง

จุดที่ทำให้ดีลนี้น่าสนใจมาก คือผู้บริหาร JAS ระบุว่าดีลสำหรับฟุตบอลโลก 2 รอบและรายการกีฬาของ FIFA ในช่วงที่ครอบคลุมนั้นมีมูลค่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกชัดว่า บริษัทไม่ได้มองนี่เป็นแค่คอนเทนต์ชั่วคราว แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (11 มิถุนายน 2026) [2]

ยิ่งพอรอบนี้มีการขยายเป็น 48 ทีม และรวมทั้งหมด 104 นัด สิทธิ์ถ่ายทอดสดก็ยิ่งมีพื้นที่ทางธุรกิจมากขึ้นทันที เพราะมีจำนวนเกมมากกว่าเดิม มีจังหวะให้ขายสมาชิก ขายโฆษณา ดึงคนกลับมาบนแพลตฟอร์ม และสร้างพฤติกรรมการรับชม ต่อเนื่องได้มากขึ้น

อีกจุดที่สำคัญ คือการเปิดดูฟรีบางส่วน ควบคู่กับการขายแพ็กเกจเต็ม วิธีนี้ทำให้ดีลดูไม่ปิดกั้นคนดูมากเกินไป ขณะเดียวกันก็ยังรักษาเครื่องยนต์รายได้ ของแพลตฟอร์มไว้ได้ จึงเป็นโมเดลที่พยายามบาลานซ์ ทั้งภาพลักษณ์ และรายรับในเวลาเดียวกัน

รอบนี้ต่างจากครั้งก่อนยังไง?

ถ้าย้อนดูบรรยากาศครั้งก่อน ใน 2022 ไทยก็มีความไม่แน่นอน เรื่องสิทธิ์อยู่เหมือนกัน และสุดท้ายต้องอาศัยการปิดดีล แบบค่อนข้างท้าย ๆ จึงทำให้แฟนบอลจำนวนมาก ยังจำความรู้สึก “ต้องรอคำตอบจนเกือบสุดทาง” ได้ดี รอบนี้เลยถูกเอาไปเทียบทันที ว่าเหมือนหรือต่างแค่ไหน

ความต่างที่เห็นชัดคือรอบนี้ ไม่ได้ถูกขายในฐานะฟุตบอลล้วน ๆ อย่างเดียว แต่เชื่อมเข้ากับภาพความ เป็นอีเวนต์บันเทิงมากขึ้นด้วย อย่างคำถามที่หลายคน เริ่มหยิบมาคุยคือ Halftime Show บอลโลก ต่างจากรอบก่อนยังไง เพราะรอบชิงจะมีโชว์พักครึ่งครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และมี Global Citizen กับ Coldplay เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

พอองค์ประกอบ ด้านบันเทิงถูกดันขึ้นมา รายการนี้ก็ยิ่งมีมูลค่าเชิงสื่อมากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่มีคนอยากดูผลการแข่งขัน แต่ยังมีคนสนใจโชว์ นักแสดง และประสบการณ์รับชมทั้งหมด ซึ่งทำให้ผู้ถือสิทธิ์มีของให้ต่อยอด มากกว่าการถ่ายทอดบอลแบบเดิม ๆ

จากนี้ตลาดถ่ายทอดสดกีฬาไทยจะเปลี่ยนไหม?

มีโอกาสเปลี่ยนพอสมควร เพราะประกาศของทั้ง JAS และ MONO ไม่ได้เล่าแค่เรื่องทัวร์นาเมนต์รอบนี้ แต่ชี้ว่าความร่วมมือกับ FIFA ต่อเนื่องยาวไปถึง 2030 ซึ่งหมายความว่าผู้เล่นรายนี้ กำลังพยายามปักธงตัวเอง เป็นเจ้าตลาดคอนเทนต์กีฬา ระยะยาวมากขึ้น (11 มิถุนายน 2026) [3]

ในภาพใหญ่ นี่ไม่ใช่ดีลรายการเดียวแล้วจบ แต่เป็นการต่อพอร์ต ไปยังรายการอื่นของ FIFA ด้วย ทั้งฟุตบอลชาย ฟุตบอลหญิง และอีเวนต์ระดับนานาชาติอื่น ๆ นั่นทำให้แพลตฟอร์ม มีโอกาสรักษาคนดูไว้ได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง ที่รายการใหญ่จบลง และทำให้ภาพธุรกิจชัดขึ้นอีกมาก

ผลที่น่าจะตามมาคือการแข่งขัน ในตลาดสตรีมมิงกีฬาไทยจะเข้มขึ้น ทั้งเรื่องราคาแพ็กเกจ คุณภาพการถ่ายทอด การแย่งสิทธิ์รายการใหญ่ และการสร้างแบรนด์ให้คนจดจำว่า ถ้าอยากดูคอนเทนต์กีฬาระดับโลก ควรนึกถึงแพลตฟอร์มไหนเป็นชื่อแรก ซึ่งน่าจะเห็นผลชัดในตลาดเร็วขึ้น

สรุป เอกชนซื้อสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหรือยัง

ตอบให้ชัดที่สุดคือซื้อแล้ว และเป็นดีลที่ยืนยันได้ ทั้งจากประกาศบริษัท และรายงานข่าวหลายสำนัก ผู้ถือสิทธิ์คือ JAS ส่วนการรับชมหลักอยู่บน Monomax และ MONOMAX SPORTS โดยดีลนี้ไม่ได้สำคัญแค่เรื่องมีบอลให้ดู แต่ยังสะท้อนว่าลิขสิทธิ์กีฬา กลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจมากขึ้น

ดูฟรีได้ทุกนัดไหม?

ไม่ได้ทุกนัด เพราะฝั่งผู้จัดสิทธิ์ระบุว่า ดูครบทุกแมตช์ได้บน Monomax ส่วนฟรีทีวีจะเปิดมากกว่า 40 นัด โดยเน้นแมตช์สำคัญ อย่างนัดเปิดสนามและนัดชิง ทำให้คนดูมีทางเลือก แต่ถ้าอยากดูครบจริง ก็ยังต้องพึ่งแพ็กเกจหลักอยู่

ทำไมดีลนี้ถึงสำคัญกว่าการซื้อสิทธิ์กีฬาแบบทั่วไป?

เพราะมันไม่ได้จบที่การออกอากาศ แต่พ่วงเรื่องสมาชิก โฆษณา การสร้างฐานผู้ชม และการวางตำแหน่งแบรนด์ ในตลาดกีฬาไว้พร้อมกัน ยิ่งจำนวนแมตช์เยอะ และมีองค์ประกอบความบันเทิงเพิ่มเข้ามา มูลค่าทางธุรกิจ ก็ยิ่งขยายตามไปด้วย

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง