
Shih Tzu สุนัขในพระราชวัง ต้องห้าม มีประวัติยังไง
- J. Kanji
- 11 views

Shih Tzu สุนัขในพระราชวัง ต้องห้าม อาจเป็นคำที่หลายคนเคยได้ยินผ่าน ๆ แต่ไม่แน่ใจว่ามีที่มาจากเรื่องจริง หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าจากคนรักสุนัขเท่านั้น ความจริงแล้ว สุนัขพันธุ์ชิสุห์มีประวัติที่เชื่อมโยงกับราชสำนักจีนมายาวนานหลายร้อยปี และในบางช่วงเวลา พวกมันแทบไม่เคยปรากฏให้คนทั่วไปได้เห็นเลยนอกกำแพงวัง ด้วยรูปลักษณ์ที่ถูกเปรียบว่าเหมือน “สิงโตตัวน้อย” บวกกับความเชื่อทางพุทธศาสนา ทำให้สุนัขสายพันธุ์นี้ไม่ได้เป็นแค่สัตว์เลี้ยงธรรมดา แต่เคยถูกมองเป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ความศักดิ์สิทธิ์ และสถานะของชนชั้นสูง
จากวัดในทิเบต สู่พระราชวังจีน และต่อยอดไปถึงยุโรปกับอเมริกา เรื่องราวของ Shih Tzu จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสายพันธุ์สุนัข แต่คือประวัติศาสตร์ที่ผูกกับจักรพรรดิ ความเชื่อ และการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยอย่างน่าสนใจทีเดียว
แม้หลายคนจะจดจำ Shih Tzu ในฐานะสุนัขประจำราชสำนักจีน แต่ถ้าย้อนกลับไปลึกกว่านั้น จุดเริ่มต้นของสายพันธุ์นี้ไม่ได้เริ่มในพระราชวังทันที เพราะข้อมูลสายพันธุ์หลายแหล่งระบุว่า ชิสุห์มีรากเชื่อมโยงกับทิเบต ก่อนจะถูกพัฒนาและเป็นที่นิยมในจีนภายหลัง โดยมักถูกอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับสุนัขกลุ่ม Lhasa Apso และ Pekingese ที่มีบทบาทในวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกมายาวนาน
ก่อนจะมีชื่อว่า Shih Tzu บรรพบุรุษของสายพันธุ์นี้มักถูกเชื่อมโยงกับสุนัขวัดในแถบทิเบต โดยเฉพาะกลุ่มสุนัขขนาดเล็ก ขนยาว และมีภาพจำคล้าย “สุนัขสิงโต” ซึ่งสัมพันธ์กับความเชื่อทางพุทธศาสนา เรื่องนี้ทำให้ชิสุห์ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่สุนัขสวยงาม แต่ยังมีมิติของสัตว์เลี้ยงที่เกี่ยวข้องกับวัด ความศรัทธา และของกำนัลระหว่างดินแดนด้วย
ด้วยรูปลักษณ์ขนยาว หน้าสั้น ดวงตากลมโต และท่าทางสง่างาม สุนัขกลุ่มนี้จึงค่อย ๆ ถูกผูกเข้ากับภาพของ “สิงโตตัวเล็ก” ในวัฒนธรรมจีน ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นภาพจำแบบ Lion Dog หรือสุนัขสิงโตที่พบในหลายสายพันธุ์ของราชสำนักจีน รวมถึง Shih Tzu ด้วย
เมื่อสุนัขจากทิเบตเข้าสู่จีน พวกมันเริ่มถูกเลี้ยงและคัดเลือกในบริบทของราชสำนักมากขึ้น โดยข้อมูลสายพันธุ์มักอธิบายว่า Shih Tzu ได้รับการพัฒนาในจีนจากสายสุนัขเล็กที่มีความใกล้ชิดกับ Lhasa Apso และ Pekingese ก่อนจะกลายเป็นสุนัขขนาดเล็กที่มีขนยาว หน้าสั้น และบุคลิกสง่างามอย่างที่รู้จักกันในปัจจุบัน
ในเวลาต่อมา ชิสุห์จึงกลายเป็นสุนัขที่ถูกจดจำคู่กับราชสำนักจีนมากกว่าทิเบต เพราะภาพของพวกมันผูกอยู่กับชนชั้นสูง พระราชวัง และการเลี้ยงดูแบบสุนัขคู่ใจของผู้มีอำนาจ จุดนี้เองที่ทำให้คำว่า Shih Tzu สุนัขในพระราชวัง ไม่ได้เป็นแค่คำโปรยสวย ๆ แต่มีรากจากประวัติศาสตร์สายพันธุ์จริง
ชื่อ Shih Tzu ไม่ได้เกิดจากความน่ารักเพียงอย่างเดียว แต่มีรากจากภาษาจีนที่มีความหมายว่า “สิงโต” ทำให้สุนัขสายพันธุ์นี้ถูกจดจำในฐานะสุนัขตัวเล็กที่มีภาพลักษณ์สง่างามเกินขนาดตัว ทั้งขนยาวรอบใบหน้า ท่าทางเชิดหัว และบุคลิกที่ดูมั่นใจ จนหลายคนสงสัยว่า ทำไม Shih Tzu คือสุนัขสิงโต ทั้งที่ความจริงแล้วพวกมันไม่ได้มีสายเลือดเกี่ยวข้องกับสัตว์ตระกูลแมวใหญ่เลย แต่เป็นผลจากการคัดเลือกสายพันธุ์และภาพจำทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาหลายร้อยปี
คำว่า Shih Tzu หรือ “Lion Dog” มีความหมายตรงตัวว่า “สุนัขสิงโต” โดยชาวจีนในอดีตนิยมเปรียบสุนัขบางสายพันธุ์กับสิงโตตามแบบศิลปะตะวันออกดั้งเดิม โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่มีขนยาวรอบหน้า ดวงตากลมโต และหางพาดขึ้นบนหลัง ซึ่งตรงกับลักษณะของชิสุห์อย่างชัดเจน จึงทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในสุนัขที่มีภาพจำโดดเด่นที่สุดในราชสำนักจีน
น่าสนใจว่า Shih Tzu ไม่ใช่สายพันธุ์เดียวที่ได้รับภาพจำแบบนี้ เพราะ Pekingese ก็ถูกเรียกว่า Lion Dog เช่นกัน และนี่เองคือเหตุผลที่หลายคนมักนำสองสายพันธุ์นี้มาเปรียบเทียบกันในเรื่องความเป็น “สุนัขจักรพรรดิ”
ในวัฒนธรรมจีนและพุทธศาสนา สิงโตเป็นสัตว์ที่สื่อถึงพลัง การคุ้มครอง และบารมี จึงไม่แปลกที่ราชสำนักจะชื่นชอบสุนัขที่มีรูปลักษณ์คล้ายสิงโต โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่มีความเชื่อมโยงกับวัดและศาสนาในแถบทิเบต จนเกิดเรื่องเล่าที่คล้ายกับ Lion Dog สุนัขสิงโตในวัฒนธรรมจีน ซึ่งพบได้ทั้งในงานศิลปะ รูปปั้นเฝ้าวัด และเรื่องเล่าทางศาสนา
เมื่อรวมทั้งความเชื่อทางศาสนาและรสนิยมของชนชั้นสูงเข้าไว้ด้วยกัน Shih Tzu จึงไม่ได้เป็นแค่สุนัขเลี้ยงขนาดเล็ก แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามและอำนาจในราชสำนักจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้สายพันธุ์นี้ถูกเลี้ยงอยู่ภายในวังมานานหลายยุคสมัย
เมื่อ Shih Tzu เข้าสู่ราชสำนักจีน พวกมันไม่ได้ถูกเลี้ยงในฐานะสัตว์เลี้ยงทั่วไป แต่กลายเป็นหนึ่งในสุนัขที่มีสถานะพิเศษมากที่สุดของยุคนั้น โดยเฉพาะในช่วงราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ที่สุนัขขนาดเล็กเหล่านี้เริ่มปรากฏในบันทึกของราชสำนัก งานศิลปะ และการเพาะพันธุ์ภายในวังอย่างจริงจัง ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูสง่างาม ขนยาวฟู และบุคลิกที่สุขุม ทำให้พวกมันถูกมองว่าเหมาะกับชนชั้นสูงมากกว่าสุนัขใช้งานทั่วไป
ในอดีต Shih Tzu มักถูกเลี้ยงอยู่ภายในพระราชวัง และแทบไม่มีโอกาสที่ประชาชนทั่วไปจะได้เห็นพวกมันนอกกำแพงวังเลย สิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทำไม Shih Tzu อยู่แค่ในวัง ซึ่งคำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่สถานะของพวกมัน เพราะชิสุห์ไม่ได้เป็นแค่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นเหมือนเครื่องสะท้อนอำนาจ ฐานะ และรสนิยมของราชวงศ์จีน
บันทึกเกี่ยวกับสายพันธุ์ระบุว่า สุนัขกลุ่มนี้มักถูกเลี้ยงไว้ใกล้กับห้องพักของเชื้อพระวงศ์ บางตัวถูกอุ้มติดตัวในชุดคลุม หรือให้นอนบริเวณปลายเตียงเพื่อให้ความอบอุ่นในช่วงอากาศหนาว นี่จึงไม่ใช่แค่สุนัขเลี้ยงน่ารัก แต่เป็นเพื่อนใกล้ชิดของชนชั้นสูงในยุคนั้น
ถ้าพูดถึงช่วงที่ Shih Tzu มีบทบาทสูงที่สุดในราชสำนักจีน ชื่อของ Empress Dowager Cixi หรือพระนางซูสีไทเฮามักถูกพูดถึงเสมอ เพราะในช่วงที่พระองค์มีอำนาจระหว่างปี 1861–1908 มีบันทึกว่าพระราชวังมีระบบเพาะพันธุ์สุนัขอย่างจริงจัง และ Shih Tzu คือหนึ่งในสายพันธุ์ที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด จนหลายคนตั้งคำถามว่า Shih Tzu เกี่ยวอะไรกับ ซูสีไทเฮา ซึ่งคำตอบคือ พระองค์มีบทบาทสำคัญในการรักษาและพัฒนาสายพันธุ์นี้ให้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับที่เห็นในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังมีบันทึกว่าขันทีในวังเป็นผู้ดูแลเรื่องการให้อาหาร การอาบน้ำ และการคัดเลือกสายพันธุ์อย่างละเอียด ทำให้ Shih Tzu ไม่ได้ถูกเลี้ยงแบบสัตว์เลี้ยงทั่วไป แต่ได้รับการดูแลแทบไม่ต่างจากสมาชิกตัวเล็กของราชสำนักเลย
แม้ปัจจุบัน Shih Tzu จะเป็นสุนัขเลี้ยงในบ้านที่พบได้ทั่วไป แต่ในอดีตเส้นทางของสายพันธุ์นี้ต่างออกไปมาก เพราะข้อมูลประวัติสายพันธุ์ระบุว่า ชิสุห์เคยเป็นสุนัขที่ผูกกับราชสำนักจีน โดยเฉพาะในยุคราชวงศ์หมิงที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นสุนัขโปรดของราชวงศ์ และมีคุณค่าสูงจนชาวจีนไม่ยอมขาย แลกเปลี่ยน หรือมอบออกไปเป็นเวลาหลายปี เรื่องนี้ทำให้ภาพของ Shih Tzu สุนัขในพระราชวังต้องห้าม ไม่ใช่คำพูดเกินจริงทั้งหมด แต่ควรเข้าใจว่าเป็น “สุนัขที่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูง” มากกว่าการเป็นสุนัขบ้านของคนทั่วไป
ในแหล่งข้อมูลของ The Spruce Pets ระบุชัดว่า ในอดีตราชวงศ์จีนไม่อนุญาตให้สุนัขพันธุ์นี้ถูกค้าขายนอกกลุ่มชนชั้นสูง และกว่าชิสุห์ชุดแรกจะถูกนำเข้าสู่ยุโรปก็เป็นช่วงประมาณปี 1930 แล้ว (27 มิถุนายน 2025) [1] นั่นแปลว่า ก่อนหน้านั้นสายพันธุ์นี้ไม่ได้กระจายออกไปเหมือนสุนัขเลี้ยงทั่วไป แต่ถูกเก็บรักษาอยู่ในวงจำกัดของผู้มีสถานะสูงเป็นหลัก
อีกแหล่งหนึ่งอย่าง American Shih Tzu Club ยังเล่าว่า ระหว่างที่พระนางซูสีไทเฮายังมีชีวิต พระองค์ทรงพิถีพิถันกับการเพาะพันธุ์สุนัขมาก สุนัขที่ไม่ตรงตามมาตรฐานยังถือว่า “โชคดี” หากได้ไปอยู่กับเชื้อพระวงศ์ชั้นรอง หรือผู้มีอิทธิพลนอกวัง ข้อมูลนี้ช่วยย้ำว่า ชิสุห์ไม่ได้เป็นสุนัขที่คนทั่วไปเข้าถึงง่าย แต่เกี่ยวข้องกับวัง เชื้อพระวงศ์ และชนชั้นนำอย่างชัดเจน
The Shih Tzu Club UK ระบุว่า พระนางซูสีไทเฮาทรงสนพระทัยเรื่องสุนัขมาก และควบคุมดูแลเจ้าหน้าที่ในวังเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์สุนัข โดยให้ความสำคัญกับสายตระกูลและสีขนเป็นพิเศษ เรื่องนี้สะท้อนว่า ชิสุห์ไม่ได้ถูกปล่อยให้ขยายพันธุ์แบบทั่วไป แต่เป็นสุนัขที่อยู่ภายใต้การดูแลและคัดเลือกอย่างใกล้ชิดในบริบทของพระราชวัง
ขณะเดียวกัน American Shih Tzu Club ยังระบุว่า ก่อนพระนางซูสีไทเฮาสิ้นพระชนม์ในปี 1908 ชิสุห์เป็นสุนัขที่หาได้ยากมาก และหลังจากนั้นสายพันธุ์นี้ในจีนก็ลดจำนวนลงจนเหลือเพียงไม่กี่ตัวที่ไปถึงโลกตะวันตกได้ (2026) [2] ข้อมูลนี้ช่วยอธิบายว่า ทำไมคนทั่วไปในอดีตจึงแทบไม่ได้เลี้ยง Shih Tzu เพราะสายพันธุ์นี้ไม่ได้แพร่กระจายกว้าง แต่ถูกผูกกับราชสำนักและผ่านช่วงเวลาที่เกือบสูญหาย ก่อนจะถูกฟื้นฟูในยุโรปภายหลัง
หลังจากอยู่ในภาพจำของราชสำนักจีนมานาน Shih Tzu เริ่มเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีข้อมูลตรงกันว่า สุนัขกลุ่มแรก ๆ ถูกนำเข้าสู่ยุโรปผ่านอังกฤษและนอร์เวย์ในช่วงปี 1928 โดย Lady Brownrigg ที่นำสุนัขชิสุห์ 2 ตัว ชื่อ Hibou และ Shu-ssa กลับไปอังกฤษในปี 1928 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาสายพันธุ์นอกจีน (2026) [3]
เมื่อ Shih Tzu เดินทางถึงยุโรปในช่วงแรก พวกมันยังไม่ได้ถูกจัดแยกเป็นสายพันธุ์ชัดเจนทันที เพราะสุนัขกลุ่มนี้เคยถูกจัดรวมกับกลุ่ม Apso หรือสุนัขขนยาวจากทิเบต ก่อนที่ผู้เพาะพันธุ์และชมรมสุนัขในอังกฤษจะเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่าง Shih Tzu, Lhasa Apso และ Tibetan Terrier มากขึ้น จนนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ในอังกฤษภายหลัง
ในปี 1934 มีการก่อตั้ง Shih Tzu Club of England และต่อมา Kennel Club ของสหราชอาณาจักรก็รับรองสายพันธุ์นี้อย่างเป็นทางการในช่วงทศวรรษ 1940 นี่คือช่วงที่ชิสุห์ค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจากสุนัขหายากจากเอเชีย มาเป็นสายพันธุ์ที่มีมาตรฐานการประกวดและการเพาะพันธุ์ชัดเจนในยุโรป
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง Shih Tzu เริ่มเดินทางเข้าสู่สหรัฐอเมริกามากขึ้น โดยแหล่งข้อมูลหลายแห่งระบุว่า ทหารอเมริกันที่กลับจากยุโรปและเอเชียมีส่วนช่วยนำสุนัขสายพันธุ์นี้กลับไปยังสหรัฐฯ ในช่วงกลางทศวรรษ 1950 ก่อนที่ความนิยมจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในหมู่คนรักสุนัขขนาดเล็ก
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1969 เมื่อ American Kennel Club หรือ AKC รับรอง Shih Tzu อย่างเป็นทางการในกลุ่ม Toy Group ทำให้สายพันธุ์นี้มีสถานะชัดเจนในวงการสุนัขอเมริกัน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชิสุห์แพร่หลายมากขึ้นในฐานะสุนัขคู่ใจ ไม่ใช่เพียงสุนัขราชสำนักที่อยู่ในเรื่องเล่าประวัติศาสตร์เท่านั้น
เส้นทางจากจีนสู่ยุโรปและอเมริกานี้ยังทำให้เรื่อง Shih Tzu ให้ใครเป็นของขวัญ น่าสนใจขึ้น เพราะในอดีตสุนัขกลุ่มนี้มักเดินทางผ่านความสัมพันธ์ของราชสำนัก นักการทูต หรือผู้มีสถานะสูง มากกว่าการซื้อขายแบบสัตว์เลี้ยงทั่วไป และเมื่อนำไปเทียบกับ Pekingese สุนัขจักรพรรดิจีน ก็จะเห็นว่าสุนัขตัวเล็กจากราชสำนักจีนหลายสายพันธุ์มีเส้นทางคล้ายกัน คือเริ่มจากความหายากในวัง ก่อนจะกลายเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกภายหลัง
แม้ Shih Tzu จะไม่ได้อยู่แค่ในพระราชวังเหมือนอดีตแล้ว แต่ภาพจำแบบ “สุนัขราชสำนัก” ยังติดตัวสายพันธุ์นี้มาจนถึงปัจจุบัน ทั้งจากรูปลักษณ์ขนยาว หน้าตาสง่างาม หางโค้งพาดหลัง และบุคลิกที่ดูมั่นใจเกินขนาดตัว ข้อมูลสายพันธุ์ของ AKC ระบุว่า Shih Tzu อยู่ในกลุ่ม Toy Group และมีขนาดเล็ก โดยน้ำหนักมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 9–16 ปอนด์ หรือราว 4–7.25 กิโลกรัม จึงเป็นสุนัขคู่ใจที่เหมาะกับการเลี้ยงในบ้าน แต่ยังคงภาพลักษณ์หรูแบบสุนัขวังอยู่ชัดเจน
จุดเด่นของ Shih Tzu ยุคใหม่คือการเปลี่ยนจากสุนัขของชนชั้นสูง มาเป็นสุนัขครอบครัวที่เข้ากับคนได้ง่าย The Royal Kennel Club จัดชิสุห์ไว้ในกลุ่ม Utility และอธิบายว่าเป็นสุนัขขนาดเล็ก ขนยาว มีท่าทางมั่นใจและเป็นมิตร ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทในปัจจุบันที่เน้นการเป็นเพื่อนคู่ใจมากกว่าสุนัขใช้งาน
อย่างไรก็ตาม ภาพจำเรื่องสุนัขตัวเล็กของชนชั้นสูงยังหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง Sleeve Dogs คืออะไร เพราะแนวคิดเรื่องสุนัขขนาดเล็กที่ถูกอุ้มหรือเลี้ยงใกล้ตัวในสังคมชั้นสูงจีน ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมสุนัขอย่างชิสุห์จึงถูกออกแบบภาพลักษณ์ให้เป็นสุนัขใกล้ชิดมนุษย์ ไม่ใช่สุนัขเฝ้าบ้านหรือสุนัขล่าสัตว์
ภาพลักษณ์สวยสง่าของ Shih Tzu มาพร้อมภาระการดูแลที่เจ้าของต้องเข้าใจ เพราะขนยาวสองชั้นของสายพันธุ์นี้พันกันได้ง่าย หากปล่อยยาวแบบเต็มขนจำเป็นต้องแปรงและดูแลสม่ำเสมอ ข้อมูลจาก Britannica ระบุว่า ชิสุห์มีขนยาวหนา ดวงตากลมโต หูห้อย และหางม้วนพาดหลัง ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้สายพันธุ์นี้ดูโดดเด่น Britannica
นอกจากนี้ รูปหน้าแบบสั้นของ Shih Tzu ยังทำให้เจ้าของควรใส่ใจเรื่องการหายใจ ความร้อน และสุขภาพตาเป็นพิเศษ เพราะสายพันธุ์หน้าสั้นมักมีความเสี่ยงต่อปัญหาทางเดินหายใจและดวงตามากกว่าสุนัขจมูกยาวบางสายพันธุ์ ดังนั้น เสน่ห์แบบสุนัขวังของชิสุห์จึงไม่ได้มีแค่ความสวย แต่ยังต้องแลกกับการดูแลอย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวัน

Shih Tzu ไม่ได้เป็นแค่สุนัขขนยาวหน้าตาน่ารักที่หลายคนคุ้นเคยในปัจจุบัน แต่เป็นสายพันธุ์ที่มีประวัติผูกกับทิเบต ความเชื่อทางพุทธศาสนา และราชสำนักจีนมาอย่างยาวนาน จากสุนัขที่ถูกเพาะเลี้ยงอย่างพิถีพิถันภายในพระราชวัง จนหลายคนตั้งคำถามว่า Shih Tzu เป็นสุนัขในพระราชวัง ต้องห้าม จริงไหม สุดท้ายเมื่อมองจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จะพบว่าพวกมันไม่ได้ถูก “ห้าม” แบบกฎหมายชัดเจนทุกยุค แต่เป็นสุนัขที่ถูกจำกัดอยู่ในวงของราชวงศ์และชนชั้นสูงมากกว่า
หลังพระนาง Empress Dowager Cixi สิ้นพระชนม์ในปี 1908 และจีนเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน สุนัขสายพันธุ์นี้ค่อย ๆ เดินทางออกจากจีนไปยังอังกฤษ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ก่อนจะได้รับการรับรองจาก American Kennel Club ในปี 1969 และกลายเป็นหนึ่งในสุนัขคู่ใจที่ได้รับความนิยมทั่วโลก
แม้วันนี้ Shih Tzu จะไม่ได้อยู่ในพระราชวังเหมือนอดีต แต่ทั้งบุคลิก ความสง่างาม และภาพจำแบบ “สุนัขสิงโต” ก็ยังสะท้อนรากประวัติศาสตร์ของพวกมันได้ชัดเจนอยู่เสมอ และนั่นคือเหตุผลที่ชิสุห์ยังคงเป็นหนึ่งในสายพันธุ์เล็กที่มีเรื่องราวน่าสนใจที่สุดสายพันธุ์หนึ่งของโลก

